
มีสมาร์ตโฟนไม่กี่รุ่นในโลกที่กล้าตั้งสโลแกนแบบนี้ให้คนทั้งประเทศอ่าน แต่ vivo X300 FE ทำ และทำอย่างมั่นใจ เพราะ #เทคเดียวก็เอาอยู่ ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู มันคือสัญญาว่ากดชัตเตอร์ครั้งเดียว ได้ภาพที่คมชัด สีสวย และครบทุกโมเมนต์ โดยไม่ต้องลุ้นว่าจะออกมาดีหรือเปล่า

vivo เป็นแบรนด์สมาร์ตโฟนที่สะสมชื่อเสียงด้านกล้องมาอย่างยาวนาน และ X300 FE คือตัวแทนล่าสุดของ X Series ที่บรรจุทุกอย่างที่คนถ่ายรูปต้องการลงในเครื่องเดียว ตั้งแต่ระบบกล้อง ZEISS ระดับมืออาชีพ ชิปประมวลผลเรือธง ไปจนถึงแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่ไม่ทำให้ตัวเครื่องอ้วนขึ้น เราจะพิสูจน์ให้ดูทีละจุด ตั้งแต่แกะกล่องไปจนถึงสรุปสุดท้าย ตามมาเลย!
แกะกล่องแรก เปิดปุ๊บ รู้เลยว่านี่ไม่ใช่สมาร์ตโฟนธรรมดา


ว่ากันว่าความประทับใจแรกเกิดขึ้นภายใน 7 วินาที และ vivo X300 FE ใช้เวลาน้อยกว่านั้นมาก เพราะทันทีที่ยกฝากล่องขึ้น การจัดวางภายในพูดแทนตัวเองได้เลยว่านี่คือสมาร์ตโฟนที่ใส่ใจทุกรายละเอียด

ภายในกล่องจะพบตัวเครื่อง vivo X300 FE, อะแดปเตอร์ชาร์จ 90W FlashCharge, สาย USB-C, เคสป้องกันตัวเครื่อง และคู่มือการใช้งาน ครบถ้วนพร้อมใช้ตั้งแต่แรกเปิดกล่อง ไม่ต้องหาซื้ออะไรเพิ่มอีก ทุกชิ้นถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบในแบบที่ดึงออกมาได้อย่างราบรื่น

สิ่งที่น่าตื่นเต้นเป็นพิเศษสำหรับใครที่เลือกซื้อชุดครบเซ็ต คือการได้พบกับ vivo ZEISS 200mm Telephoto Extender Gen 2 ชุดเลนส์เสริมที่มาพร้อมเคสโทรศัพท์และอุปกรณ์ครบชุดในกล่องเดียวกัน พกพาง่าย ไม่ยุ่งยาก และดูเป็นมืออาชีพตั้งแต่ยังไม่ได้เปิดกล่องด้วยซ้ำ

ถ้าจะบอกว่า Packaging ของรุ่นนี้คือส่วนหนึ่งของประสบการณ์ ก็ไม่ผิดเลย


สัมผัสแรกที่จับแล้วไม่อยากวาง ดีไซน์สวยกระชับมือ
สิ่งที่ทำให้ vivo X300 FE น่าสนใจกว่าสมาร์ตโฟนสายกล้องรุ่นอื่นในตลาด คือมันไม่ได้หยุดอยู่แค่กล้อง แต่มุ่งไปที่แพ็กเกจที่สมดุลระหว่างความเร็วในการประมวลผล ทักษะการถ่ายภาพ แบตเตอรี่ที่อึด และตัวเครื่องที่กะทัดรัดพกพาสะดวก ฟังดูยาก แต่ vivo ทำได้จริง และสิ่งแรกที่พิสูจน์ได้ทันทีคือตัวเครื่องที่จับขึ้นมาแล้วรู้เลยว่าวิศวกรออกแบบมาอย่างตั้งใจ

สำหรับสีสัน มีให้เลือก 3 ตัวเลือกที่แต่ละสีมีแรงบันดาลใจเป็นของตัวเอง Mist Purple (มิส เพอร์เพิล) ดึงแรงบันดาลใจจากบรรยากาศเมืองยามรุ่งอรุณ โทนม่วงเงียบสงบแต่เปี่ยมพลัง Glow White (โกลว ไวท์) ตีความจากช่วงเวลาที่แสงกับท้องฟ้ามาบรรจบกัน สีขาวที่รู้สึกโล่งและสบายตา และ Luxe Black (ลักซ์ แบล็ก) ดำแบบที่สะท้อนถึงความพรีเมียมน่าเชื่อถือ เลือกได้ตามบุคลิก

ถ้าคิดว่าสมาร์ตโฟนที่แบตใหญ่และกล้องดีต้องตัวหนาอุ้ยอ้าย ต้องทบทวนความคิดนั้นใหม่ เพราะ vivo X300 FE บางเพียง 7.99 มิลลิเมตร และหนักแค่ 191 กรัม แม้หน้าจอจะกว้างถึง 6.31 นิ้ว จับขึ้นมาแล้วแทบไม่รู้สึกว่ากำลังถือสมาร์ตโฟนรุ่นใหญ่อยู่เลย

ด้านหลังเครื่องเคลือบด้วยเทคโนโลยี Metalic Sand AG สัมผัสนุ่มละมุนแบบที่วางลงโต๊ะแล้วยังอยากหยิบขึ้นมาจับอีก ต้านทานรอยนิ้วมือได้ดี ส่วนโครงกรอบด้านข้างเป็นโลหะที่ให้ความรู้สึกแข็งแกร่งทนทาน ไม่ได้แค่ดูแพงแต่จับแล้วรู้เลยว่าแพงจริง
จุดที่สะดุดตาทันทีเมื่อมองด้านหลังคือ โมดูลกล้องแบบ Dynamic ที่จัดเลนส์ในแนวนอน แตกต่างจากที่เห็นทั่วไปในตลาด ซึ่งนอกจากจะดูเฉพาะตัวแล้ว การวางแนวนอนยังช่วยให้จับสมาร์ตโฟนได้ถนัดมือขึ้น และลดโอกาสที่นิ้วจะไปปิดเลนส์โดยไม่รู้ตัวอีกด้วย ฟังก์ชันและความสวยงามไปในทางเดียวกัน

เมื่อสำรวจรอบตัวเครื่อง ทุกอย่างถูกจัดวางมาอย่างมีเหตุผล ด้านบนของตัวเครื่องมีไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนและลำโพงเสียง

ส่วนด้านล่างจัดเต็มกว่า เริ่มจากทางซ้ายสุดเป็นช่องใส่ถาดซิมการ์ดแบบ Dual SIM รองรับ Nano SIM 2 ช่อง ถัดมาเป็นไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน พอร์ต USB Type-C อยู่ตรงกลาง

และทางขวาเป็นไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนพร้อมลำโพงเสียง ด้านขวาของตัวเครื่องเป็นที่อยู่ของปุ่มเพิ่ม-ลดระดับเสียงและปุ่ม Power สำหรับล็อกหน้าจอ เปิด-ปิด และรีสตาร์ทเครื่อง

ส่วนด้านซ้ายสะอาดตา ไม่มีปุ่มใดๆ ทำให้จับถนัดมือโดยไม่กดปุ่มโดยบังเอิญ

เมื่อกลับมาที่หน้าจอ ZEISS Master Color Display ขนาด 6.31 นิ้ว แบบ LTPO AMOLED แบนราบ มาพร้อมขอบจอบางพิเศษเพียง 1.32 มิลลิเมตร ที่ขอบด้านบน ซ้าย และขวา ทำให้พื้นที่แสดงผลกว้างและเต็มตามากขึ้น

ด้วย Refresh Rate สูงที่ปรับได้อัตโนมัติตามการใช้งานเพื่อความลื่นไหลและประหยัดพลังงานในเวลาเดียวกัน ความสว่างพุ่งสูงถึง 5,000 nits แสดงสีได้ถึง 1.07 พันล้านสี ด้วยความละเอียด 1.5K ความหนาแน่นพิกเซล 460 PPI รองรับ P3 Cinematic Wide Color Gamut และ Netflix HDR ดูหนัง ซีรีส์ หรือรีวิวภาพที่เพิ่งถ่ายมา ทุกอย่างออกมาสวยและสมจริง นอกจากนี้ยังผ่าน SGS Certification รับรองการปล่อยแสงสีฟ้าต่ำ ใช้นานแค่ไหนก็ไม่ต้องกังวลเรื่องสายตา

ก่อนจะเข้าสู่เรื่องกล้อง ขอพูดถึงระบบปลดล็อกที่อัปเกรดมาอย่างเงียบๆ แต่น่าใช้มาก นั่นคือ 3D Ultrasonic Fingerprint Scanning 2.0 สแกนได้แม้มือเปียก มือมีเหงื่อ หรือเพิ่งทาสกินแคร์มาสดๆ เซนเซอร์ยังถูกวางในตำแหน่งที่สูงขึ้น กดได้ถนัดมือกว่าเดิมเห็นได้ชัด ดีเทลเล็กๆ ที่เปลี่ยนความรู้สึกใช้งานทุกวันได้มากกว่าที่คิด
กล้องที่เกิดมาเพื่อเก็บทุกโมเมนต์ ZEISS ทุกเลนส์ ทุกสถานการณ์
ถึงเวลาเข้าเรื่องหลักที่ทุกคนรออยู่ เพราะถ้าพูดว่า vivo X300 FE คือสมาร์ตโฟนสายกล้อง มันไม่ใช่แค่การตลาด แต่สะท้อนออกมาในทุกรายละเอียดของระบบกล้อง ด้านหลังประกอบด้วยกล้องสามตัวที่ล้วนพัฒนาภายใต้ความร่วมมือกับ ZEISS ทั้งหมด

กล้องหลักเป็น 50MP ZEISS Main Camera ใช้เซนเซอร์ Sony IMX921 ขนาด 1/1.56 นิ้ว รูรับแสงกว้าง f/1.57 พร้อมระบบกันสั่น OIS และทางยาวโฟกัส 23mm (1x) รูรับแสงระดับนี้หมายความว่าแม้ในสภาพแสงน้อย เซนเซอร์ยังดูดแสงได้มากพอที่จะให้ภาพออกมาสะอาด








ถัดมาคือดาวเด่นของระบบนี้ 50MP ZEISS APO Telephoto Camera ที่ใช้เซนเซอร์ Sony IMX882 ขนาด 1/1.95 นิ้ว รูรับแสง f/2.65 มี OIS ทางยาวโฟกัส 73mm (3x) ตัวนี้คือเหตุผลหลักว่าทำไมสมาร์ตโฟนรุ่นนี้ถึงถ่ายซูมได้ไกลและยังคมชัด เพราะเป็นเลนส์ APO ที่ผ่านมาตรฐาน ZEISS โดยเฉพาะ และปิดท้ายด้วย 8MP ZEISS Ultra Wide-Angle Camera มุมมองกว้างถึง 115 องศา ทางยาวโฟกัส 15mm (0.6x) ถ่ายทิวทัศน์ ถ่ายกลุ่มคน หรือถ่ายในพื้นที่แคบๆ ได้ครอบคลุมทุกฉาก

ด้านกล้องหน้าก็ไม่ธรรมดา เป็น 50MP ZEISS Front Camera รูรับแสง f/2.0 มี Auto Focus มุมมองกว้าง 90 องศา ทางยาวโฟกัส 20mm (0.8x) ความละเอียด 50MP ระดับนี้ถ่าย Selfie ออกมาคมชัดมากจนอาจต้องระวังเรื่อง Filter กันสักหน่อย




AI เบื้องหลังที่ทำให้ภาพสวยกว่าตัวเลขสเปกบอก
ฮาร์ดแวร์ดีอย่างเดียวไม่พอ สิ่งที่ทำให้ภาพจาก vivo X300 FE ออกมาดีกว่าสเปกบอกคือระบบ AI สองชั้นที่ทำงานต่อเนื่องกัน เริ่มจาก NICE 3.0 Optical Reconstruction Engine ที่เข้ามาจัดการตั้งแต่ระดับ RAW data ทันทีที่กดชัตเตอร์ ด้วย Optical Modeling และ Deep Learning ช่วยรักษารายละเอียดแสงและองค์ประกอบของฉากได้อย่างแม่นยำ และเมื่อซูมระยะไกลเกิน 20x ระบบนี้ช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จของภาพคมชัดขึ้นอีกถึง 20% จากนั้น MAGIC 2.0 Image Restoration Engine เข้ามาทำงานต่อหลังกระบวนการ Optical Reconstruction ทำหน้าที่ฟื้นฟูรายละเอียดภาพให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ปรับ Texture อย่างเป็นธรรมชาติ และลดความ AI ที่เกินจริง ให้ภาพที่ได้ยังดูสมจริงแม้ผ่านการประมวลผลมาหนักมาก
ZEISS Multifocal Portrait: ถ่ายพอร์เทรต เลือกระยะได้ถึง 5 โฟกัส
สำหรับคนที่ชอบถ่ายภาพบุคคล ฟีเจอร์นี้น่าจะโดนใจที่สุด เพราะ ZEISS Multifocal Portrait ให้เลือกซูมพอร์เทรตได้ถึง 5 ระยะในหน้าจอเดียว ตั้งแต่ Landscape Portrait 23mm (1x) สำหรับถ่ายคนในภาพกว้าง, Narrative Portrait 35mm (1.5x) ที่ให้ความรู้สึกมีเรื่องราว, Classic Portrait 50mm (2.2x) ที่ใกล้เคียงระยะที่นักถ่ายภาพมืออาชีพนิยม, Portrait 85mm (3.7x) สำหรับ Bokeh สวยเต็มๆ และ Close-Up Portrait 100mm (4.3x) สำหรับถ่ายรายละเอียดระยะใกล้ แต่ละระยะมาพร้อมโทนสีสไตล์ ZEISS ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน ถ่ายออกมาแล้วดูแพงโดยไม่ต้องแต่งอะไรเพิ่ม



Stage Mode: โหมดที่สาย Concert รอมาตลอด
ถ้ามีฟีเจอร์หนึ่งที่ทำให้สมาร์ตโฟนรุ่นนี้โดดเด่นกว่าคู่แข่งในตลาดอย่างชัดเจน นั่นคือ Stage Mode โหมดพิเศษที่ถูกออกแบบมาสำหรับการถ่ายภาพบนเวทีโดยเฉพาะ ทำงานร่วมกับ Telephoto Magic 2.0 Algorithm และ GTR 3.0 Optimizations ช่วยให้ภาพพอร์เทรตระยะไกลบนเวทีมีความคมชัดและเก็บรายละเอียดใบหน้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ รองรับการซูม 3x–10x เหมาะกับระยะถ่าย 3–10 เมตร และยังถ่ายวิดีโอได้ 4K 60FPS ผ่านเลนส์เทเลโฟโตในโหมดนี้ด้วย ภาพลื่นไหล คมชัด แม้แสงบนเวทีจะยากแค่ไหน


และยังมีต่อด้วย Concert Dual-View ที่ให้ถ่ายจากสองเลนส์พร้อมกันในคลิปเดียว ไม่ว่าจะเป็นกล้องหน้า + กล้องหลัง หรือกล้องหลัง + กล้องหลัง เก็บทั้งบรรยากาศรอบข้างและตัวศิลปินบนเวทีไว้ในเฟรมเดียวกันได้เลย
Flash Portrait และ AI Creative: ทุกแสงคือโอกาส

ไม่ใช่ทุกช็อตจะถ่ายกลางแดดจ้า วันไหนที่ต้องถ่ายในงานปาร์ตี้หรือร้านอาหารแสงน้อย Flash Portrait จะเข้ามาช่วยได้ โดยปรับการกระจายและความเข้มของแฟลชให้เหมาะกับระยะเลนส์พอร์เทรตที่เลือกอัตโนมัติ ตั้งแต่ 23mm ถึง 100mm ทำให้ภาพบุคคลในที่แสงน้อยออกมามีมิติและไม่แบนเหมือนแฟลชทั่วไป








และถ้าอยากสร้างสรรค์อะไรแปลกใหม่ AI Creative ที่เปลี่ยนชื่อมาจาก AI Visual มีสไตล์ให้เลือกใช้งานถึง 29 แบบ แบ่งเป็นหมวด Landscape, Travel, Fantasy และ Stage ให้ปล่อยจินตนาการได้เต็มที่ตามอารมณ์












เลนส์เสริม 200mm Gen 2 สำหรับคนที่กล้องในเครื่องยังไม่พอ

ถ้าดูสเปกกล้องของ vivo X300 FE แล้วยังรู้สึกว่า “อยากซูมได้ไกลกว่านี้อีก” vivo ก็มีคำตอบ vivo ZEISS ชุดเลนส์เสริม Gen 2 ระยะซูม 200mm เบากว่า Gen 1 ถึง 27% เหลือเพียง 153 กรัม พกสะพายได้สบาย









ภายในใช้โครงสร้างเลนส์แบบ Kepler ประกอบด้วยเลนส์ 15 ชิ้นที่ผ่านมาตรฐาน ZEISS APO ช่วยควบคุมแสง ลดความคลาดเคลื่อนสี ทำให้ซูมไกลคมชัดไม่ผิดเพี้ยน และเมื่อใช้งานร่วมกับ vivo X300 FE จะได้ระยะเทียบเท่า 200mm หรือประมาณ 7x ถ้าเป็นคนที่ชอบถ่ายคอนเสิร์ตหรือกีฬาเป็นประจำ ชุดเสริมนี้คือของที่ควรมีติดมือไว้






Snapdragon 8 Gen 5 แรงจริง เย็นจริง และ AI ที่ใช้ได้จริงในชีวิต

กล้องดีอย่างเดียวไม่พอถ้าเครื่องประมวลผลช้า นั่นคือเหตุผลที่ vivo X300 FE เลือก Snapdragon 8 Gen 5 ชิปประมวลผลเรือธงที่ออกแบบมาเพื่อความแรงและความลื่นไหลในการใช้งาน ดีไซน์แกนประมวลผลแบบ “2+6 All-Big-Core Design”

รับได้ทุกงานทั้งถ่ายรูป ตัดต่อ เล่นเกม หรือเปิดหลายแอปพร้อมกัน RAM เป็นแบบ LPDDR5X Ultra ความเร็วสูงถึง 9600 Mbps สลับแอปลื่นไหลไม่มีสะดุด ส่วนระบบจัดเก็บข้อมูลใช้ UFS 4.1 อ่านข้อมูลได้ถึง 4200 MB/s เปิดแอปปุ๊บ ติดทันที โหลดไฟล์ภาพขนาดใหญ่ก็ไม่มีรอ

ประสิทธิภาพสูงมักมาพร้อมความร้อน แต่ vivo จัดการไว้แล้วด้วยระบบ VC Liquid Cooling ที่ใช้ Vapor Chamber ขนาด 4,005 ตร.มม. ร่วมกับแผ่น Graphite ประสิทธิภาพสูง ระบายความร้อนได้ดีพอที่จะทำให้เครื่องยังเย็นและเสถียรแม้ใช้งานหนักต่อเนื่องยาวนาน
ใช้ Apple ก็ไม่ต้องทิ้ง เพราะ vivo X300 FE คุยกับ Apple ได้ทุกเครื่อง
หลายคนที่ใช้ iPhone อยู่มักลังเลที่จะข้ามมาใช้ Android เพราะกลัวพลาด ecosystem ที่คุ้นเคย แต่ vivo X300 FE อาจทำให้ความกังวลนั้นเบาลงได้มาก เพราะเชื่อมต่อกับ iPad, MacBook และ AirPods ได้ราบรื่น รองรับ screen mirroring กับ Windows และฟีเจอร์ One Tap Transfer ส่งไฟล์ระหว่าง vivo กับ iPhone ได้ทันที รองรับทุกอุปกรณ์ Apple ยกเว้น Apple Watch เท่าที่ลองมา การเชื่อมต่อกับ AirPods เสถียรและเร็วกว่าที่คิด ไม่รู้สึกเลยว่ากำลังใช้สมาร์ตโฟน Android คุยกับ ecosystem ฝั่งตรงข้าม
เมื่อเชื่อมต่อ AirPods แล้ว จะใช้งาน Origin Island ที่แสดงข้อมูลและการแจ้งเตือนสำคัญแบบเรียลไทม์ได้ บวกกับ vivo Spatial Audio ที่เพิ่มมิติของเสียงให้ฟังเพลงหรือดูหนังได้แบบ immersive มากขึ้น และยังมาพร้อม OriginOS 6 บน Android 16 ที่ vivo ให้สัญญาอัปเดตความปลอดภัยนานถึง 7 ปี และอัปเดตระบบนาน 5 ปี ในมุมมองของผม นี่คือ commitment ที่หายากในตลาดสมาร์ตโฟน Android และควรให้น้ำหนักเป็นอย่างมากในการตัดสินใจซื้อ
BlueVolt 6,500mAh ออกจากบ้านทั้งวัน ไม่ต้องหิ้วสายชาร์จ

ลองนึกภาพว่าเพิ่งถ่ายรูปงานคอนเสิร์ตมาสามชั่วโมง แล้วยังต้องแวะถ่ายอาหารเย็นหลังงาน กังวลเรื่องแบตหมดไหม? กับ vivo X300 FE คำตอบคือไม่ เพราะแบตเตอรี่ BlueVolt ขนาด 6,500mAh ที่ถูกออกแบบมาให้อยู่ได้ทั้งวันแม้ใช้งานหนัก และถ้าแบตเริ่มหมดจริงๆ FlashCharge 90W จะชาร์จกลับมาพร้อมใช้งานได้ภายในเวลาอันสั้น หรือถ้าขี้เกียจหาสาย ก็วางชาร์จด้วย Wireless Charging 40W ได้เลย

สำหรับนักเล่นเกมหรือคนที่ต้องชาร์จขณะใช้งาน ฟีเจอร์ชาร์จแบบ Bypass ทำให้กระแสไฟวิ่งตรงไปยังบอร์ดโดยไม่ผ่านแบตเตอรี่ ช่วยลดความร้อนสะสมและถนอมอายุแบตได้ด้วย รองรับมาตรฐาน PD 3.0 และ QC 2.0 ใช้ที่ชาร์จหลายยี่ห้อได้โดยไม่ต้องกังวล
IP68 และ IP69 กันน้ำ กันฝุ่น ตกน้ำก็ไม่กลัว ฝนตกก็ไม่หยุดถ่าย
มาร์ตโฟนดีแค่ไหนก็ต้องรอดจากชีวิตจริงก่อน ทั้งฝนที่ตกโดยไม่ทันตั้งตัว น้ำที่หกระหว่างดูซีรีส์ หรืออุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นได้ทุกวัน vivo X300 FE มาพร้อม IP68 และ IP69 ทนฝนต่อเนื่อง 30 นาที และแช่น้ำลึกสูงสุด 1.5 เมตรได้โดยยังทำงานได้ปกติ ไปถ่ายรูปริมทะเล ตากฝน หรือถ่ายภาพริมน้ำตก ไม่ต้องลุ้น

ยิ่งกว่านั้น ยังผ่านมาตรฐาน SGS 5 ดาวและ MIL-STD-810H ซึ่งเป็นมาตรฐานทนทานระดับทหาร การผ่านสองมาตรฐานนี้พร้อมกันคือสัญญาณที่บอกว่า vivo ไม่ได้ทำเผื่อแค่ให้ผ่านสเปกชีต แต่ตั้งใจให้มันทนจริง ๆ ในการใช้งานประจำวัน
สรุปแบบตรง ๆ จากคนที่ลองมาแล้ว น่าซื้อและเหมาะกับใคร

หลังจากได้ทำความรู้จักกับ vivo X300 FE อย่างละเอียดตั้งแต่กล่องไปจนถึงทุกฟีเจอร์ คำถามที่ทุกคนอยากรู้ก็คือ “มันคุ้มไหม?” คำตอบสั้นๆ คือ ถ้าการถ่ายรูปเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต สมาร์ตโฟนรุ่นนี้คือหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดในตลาด ณ ตอนนี้

ระบบกล้อง ZEISS ที่ครบครัน ฟีเจอร์ Stage Mode ที่เข้าใจคนสาย Concert, ZEISS Multifocal Portrait ที่ให้ถ่ายพอร์เทรตได้หลายมุมในสมาร์ตโฟนเครื่องเดียว, AI เบื้องหลังสองชั้นที่ทำงานหนักแทนเรา, ชิป Snapdragon 8 Gen 5 ที่แรงและลื่นไหล, แบต 6,500mAh ชาร์จไว 90W รองรับ Wireless 40W และความทนทานระดับ Military Grade ทุกอย่างถูกรวมไว้ในตัวเครื่องที่บางแค่ 7.99 มม. หนักเพียง 191 กรัม
ถ้าถามว่า #เทคเดียวก็เอาอยู่จริงไหม? จากที่ได้รีวิวมาทั้งหมด คำตอบคือ จริง และทำได้ดีกว่าที่หลายคนคาดไว้ด้วย

แล้วคุณล่ะ สนใจสีไหนเป็นพิเศษ ระหว่าง Mist Purple, Glow White หรือ Luxe Black? หรือมีฟีเจอร์ไหนที่อยากรู้เพิ่มเติม คอมเมนต์มาคุยกันได้เลย!
ราคาและช่องทางจำหน่าย — อย่าพลาดโปรฯ เปิดตัว
vivo X300 FE เปิดราคาอย่างเป็นทางการในประเทศไทยสำหรับผู้ที่อยากได้เครื่องเปล่า เริ่มต้นที่ 27,999 บาท สำหรับรุ่น 12GB + 256GB และ 31,999 บาท สำหรับรุ่น 12GB + 512GB

สำหรับสายซูมจัดเต็มที่อยากได้ทั้งตัวเครื่องและ ชุดเลนส์เสริม Gen 2 ระยะซูม 200mm ก็มีให้เลือกด้วยเช่นกัน ในราคา 33,999 บาท สำหรับรุ่น 12GB + 256GB และ 37,999 บาท สำหรับรุ่น 12GB + 512GB ซึ่งการจับคู่กับเลนส์เสริมนี้จะเปิดประสบการณ์การถ่ายซูมไกลในระดับที่สมาร์ตโฟนทั่วไปทำไม่ได้

ของสมนาคุณที่รอคุณอยู่:
1️⃣ vivo Care ประกันครบวงจรสุดคุ้ม — ประกันตัวเครื่อง 2 ปี + ประกันหน้าจอแตก 2 ปี + ประกันแบตเตอรี่ 4 ปี (มูลค่า 19,999 บาท)
2️⃣ vivo Buds Pro หูฟังไร้สายคุณภาพเสียงระดับพรีเมียม รับฟรีทันที (มูลค่า 1,999 บาท)
โปรโมชันพิเศษ 🔁 เก่าแลกใหม่ รับส่วนลดเพิ่มเติมจากราคาประเมินสูงสุด 5,000 บาท สำหรับผู้ที่มีเครื่องเก่าต้องการอัปเกรด นับเป็นโอกาสดีที่ไม่ควรพลาด