Reviews-Previews Smartphone

แกะกล่องรีวิว “OPPO Reno15 5G” สมาร์ตโฟนเพื่อนซี้ ที่สายเทรนดี้ต้องห้ามพลาด!

เคยเจอมั้ยคะว่าถ่ายรูปหมู่เพื่อนแล้วมีคนหล่นออกเฟรม หรือไม่ก็ต้องยืนห่างๆ แล้วซูมไกลๆ จนหน้าเพื่อนเล็กจิ๋ว? วันนี้ OPPO มาตอบโจทย์สายถ่ายรูปด้วยสมาร์ตโฟนรุ่นล่าสุด OPPO Reno15 Series 5G ที่มาพร้อมกับจุดเด่นสุดปังคือกล้องเซลฟี่มุมกว้าง 50MP ที่กว้างสุดในอุตสาหกรรม 0.6x ทำให้ถ่ายรูปหมู่เพื่อนกี่คนก็ได้หมดทั้งเฟรม ไม่ต้องใช้ไม้เซลฟี่อีกต่อไป

ไม่ใช่แค่กล้องดี แต่สมาร์ตโฟนรุ่นนี้ยังมาพร้อมดีไซน์สวยหรูด้วยผิวสัมผัสแสงออโรร่าที่เปลี่ยนสีไปมาแบบชิคๆ ทนทานระดับ IP69 กันน้ำกันฝุ่นได้สุดๆ และที่สำคัญราคาเข้าถึงง่าย เริ่มต้นที่ 16,999 บาทเท่านั้น

OPPO Reno15 5G

วันนี้เราจะมาพาทุกคนไปรู้จักกับสมาร์ตโฟนสุดปังตัวนี้กันแบบละเอียดยิบ

มาเริ่มกันที่จุดเด่นหลักของสมาร์ตโฟนรุ่นนี้กันเลย นั่นก็คือระบบกล้องที่ออกแบบมาเพื่อสายคอนเทนต์โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นกล้องหน้าหรือกล้องหลัง ล้วนมีความสามารถที่น่าประทับใจทั้งสิ้น

บอกเลยว่า OPPO Reno15 5G มาพร้อมกับกล้องหน้าเซลฟี่มุมกว้างระดับ 0.6x ครั้งแรกในอุตสาหกรรม

กล้องเซลฟี่มุมกว้างพิเศษ 50MP

จุดเด่นสุดปังของ OPPO Reno15 5G คือกล้องหน้าความละเอียด 50MP พร้อมรูรับแสง f/2.0 ที่มาพร้อมมุมกว้างสุดๆ ถึง 100 องศา เป็นมุมกว้างที่สุดในระดับ 0.6x ของอุตสาหกรรมสมาร์ตโฟนเลยทีเดียว


ตัวอย่างภาพถ่ายเซลฟี่มุมกว้างเทียบระหว่าง 1x (ซ้าย) กับ 0.6x (ขวา)

ตัวอย่างภาพถ่ายเซลฟี่มุมกว้างเทียบระหว่าง 1x (ซ้าย) กับ 0.6x (ขวา)

ตัวอย่างภาพถ่ายเซลฟี่มุมกว้างเทียบระหว่าง 1x (ซ้าย) กับ 0.6x (ขวา)

ตัวอย่างภาพถ่ายเซลฟี่มุมกว้างเทียบระหว่าง 1x (ซ้าย) กับ 0.6x (ขวา)

หมายความว่าไงเหรอ? ง่ายๆ เลยคือคุณจะสามารถถ่ายรูปหมู่เพื่อน 5-10 คน โดยที่ไม่ต้องยืนห่างไกล และทุกคนก็จะอยู่ในเฟรมได้หมด ไม่มีใครหล่นอีกต่อไป พร้อมกับความคมชัดที่ทำให้ทุกคนในเฟรมดูสวยเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะยืนตรงกลางหรือริมขอบก็ดูดีไปหมด


ตัวอย่างภาพถ่ายเซลฟี่มุมกว้างแบบกลุ่มเทียบระหว่าง 1x (ซ้าย) กับ 0.6x (ขวา)
ตัวอย่างภาพถ่ายเซลฟี่มุมกว้างแบบกลุ่มเทียบระหว่าง 1x (ซ้าย) กับ 0.6x (ขวา)

ดังนั้นรูรับแสง f/2.0 จึงช่วยให้ถ่ายรูปในที่แสงน้อยหรือกลางคืนได้สวยคมชัด เหมาะสำหรับสายปาร์ตี้หรือคนที่ชอบถ่ายเซลฟี่ตอนเย็นๆ กล้องหน้าออกแบบมาแบบเจาะรูที่ด้านบนของหน้าจอ ดูเรียบง่ายไม่รกสายตา ทำให้หน้าจอดูกว้างขวางสบายตา

ตัวอย่างภาพถ่ายเซลฟี่มุมกว้างเทียบระหว่าง 1x (ซ้าย) กับ 0.6x (ขวา)
ตัวอย่างภาพถ่ายเซลฟี่มุมกว้าง 0.6x
ตัวอย่างภาพถ่ายเซลฟี่มุมกว้างเทียบระหว่าง 1x (ซ้าย) กับ 0.6x (ขวา)
ตัวอย่างภาพถ่ายเซลฟี่มุมกว้างเทียบระหว่าง 1x (ซ้าย) กับ 0.6x (ขวา)
ตัวอย่างภาพถ่ายเซลฟี่มุมกว้างเทียบระหว่าง 1x (ซ้าย) กับ 0.6x (ขวา)

หลังจากพูดถึงกล้องหน้าที่เก่งไปแล้ว ต่อมาเรามาดูกล้องหลังกันบ้าง OPPO Reno15 5G มาพร้อมระบบกล้องหลัก 3 ตัว ที่ทำงานสอดประสานกันอย่างลงตัว แต่ละตัวมีความสามารถเฉพาะทางที่แตกต่างกันออกไป

กล้องหลัก 50MP

OPPO Reno15 5G มาพร้อมกล้องหลักความละเอียด 50MP คือดาวเด่นหลักรับผิดชอบการถ่ายภาพส่วนใหญ่ ด้วยระยะเลนส์ 26 มม. ที่ให้มุมมองใกล้เคียงกับสายตามนุษย์ ทำให้ภาพดูธรรมชาติสมจริง รูรับแสง f/1.8 ช่วยให้ถ่ายรูปในที่แสงน้อยหรือกลางคืนได้สวยคมชัด

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลักความละเอียด 50MP
ตัวอย่างภาพจากกล้องหลักความละเอียด 50MP
ตัวอย่างภาพจากกล้องหลักความละเอียด 50MP
ตัวอย่างภาพจากกล้องหลักความละเอียด 50MP
ตัวอย่างภาพจากกล้องหลักความละเอียด 50MP
ตัวอย่างภาพจากกล้องหลักความละเอียด 50MP
ตัวอย่างภาพจากกล้องหลักความละเอียด 50MP
ตัวอย่างภาพจากกล้องหลักความละเอียด 50MP
ตัวอย่างภาพจากกล้องหลักความละเอียด 50MP
ตัวอย่างภาพจากกล้องหลักความละเอียด 50MP
ตัวอย่างภาพจากกล้องหลักความละเอียด 50MP
ตัวอย่างภาพจากกล้องหลักความละเอียด 50MP
ตัวอย่างภาพจากกล้องหลักความละเอียด 50MP
ตัวอย่างภาพจากกล้องหลักความละเอียด 50MP
ตัวอย่างภาพจากกล้องหลักความละเอียด 50MP
ตัวอย่างภาพจากกล้องหลักความละเอียด 50MP
ตัวอย่างภาพจากกล้องหลักความละเอียด 50MP

ที่สำคัญคือมาพร้อมระบบกันสั่น OIS ที่จะช่วยลดอาการภาพสั่นไหว แม้คุณจะถือมือสั่นหรือเดินขณะถ่าย ก็ยังได้ภาพคมชัดไม่เบลอ เหมาะสำหรับคนที่ชอบถ่ายรูปตอนเดินเที่ยว

ตัวอย่างภาพจากกล้องหลักความละเอียด 50MP
ตัวอย่างภาพจากกล้องหลักความละเอียด 50MP
ตัวอย่างภาพจากกล้องหลักความละเอียด 50MP

กล้อง Ultra-Wide ความละเอียด 8MP ช่วยให้คุณจับภาพได้กว้างกว่ากล้องหลักถึง 2 เท่า เหมาะสำหรับถ่ายภาพทิวทัศน์กว้างๆ อาคารสูงๆ หรือถ่ายรูปหมู่คนจำนวนมากในพื้นที่จำกัด ช่วยสร้างมุมมองใหม่ๆ ที่แปลกตา ทำให้ภาพของคุณดูโดดเด่นไม่เหมือนใคร

ตัวอย่างฟิลเตอร์สีภาพ ที่มีให้ใช้งาน
ตัวอย่างฟิลเตอร์สีภาพ ที่มีให้ใช้งาน
ตัวอย่างฟิลเตอร์สีภาพ ที่มีให้ใช้งาน

และที่พลาดไม่ได้คือกล้อง Telephoto ความละเอียด 50MP ที่รองรับการซูมแบบออปติคัลได้ 3.5 เท่า ซึ่งเป็นการซูมแบบไม่เสียคุณภาพ ทำให้ถ่ายภาพพอร์ตเทรตได้คมชัดสมจริงแบบมืออาชีพ ใบหน้าดูเป็นสัดส่วน ไม่บิดเบี้ยว เหมาะสำหรับถ่ายภาพคน สัตว์เลี้ยง หรือวัตถุไหนๆ ก็สวยปังไปหมด

ภาพเปรียบเทียบกล้องพอร์ตเทรตซูมระยะ 1X | 2X | 3.5X
ภาพเปรียบเทียบกล้องพอร์ตเทรตซูมระยะ 1X | 2X | 3.5X
ภาพเปรียบเทียบกล้องพอร์ตเทรตซูมระยะ 1X | 2X | 3.5X

กล้องทั้ง 3 ตัววางเรียงกันอยู่ในโมดูลกล้องทรงสี่เหลี่ยมขอบโค้งมน ออกแบบให้กลมกลืนกับตัวเครื่อง ดูหรูหราไม่ฉูดฉาดเกินไป

นอกจากนี้ยังมาพร้อม Reno Portrait Engine เทคโนโลยีปรับแต่งภาพพอร์ตเทรตที่ช่วยให้คุณมีผิวสวยเป็นธรรมชาติ ไม่เหมือนฟิลเตอร์ทั่วไป ยังคงความเป็นตัวเองไว้ได้อย่างลงตัว

ไม่ใช่แค่ถ่ายรูปเก่งเท่านั้น หากคุณเป็นคนที่ชอบถ่ายวิดีโอ สมาร์ตโฟน OPPO Reno15 5G ก็พร้อมตอบสนองความต้องการของคุณอย่างเต็มที่ ด้วยการรองรับการถ่ายวิดีโอคมชัดระดับ 4K HDR ที่ให้ภาพคมชัดสมจริง นิ่งเสถียรทุกการเคลื่อนไหว ด้วยระบบกันสั่นแบบพิเศษที่ทำให้คุณถ่ายวิดีโอในมุมต่างๆ ได้อย่างลื่นไหล ไม่ต้องกังวลเรื่องภาพสั่นไหวหรือเบลอ

ถ่ายวิดีโอ 4K HDR

ระบบจะช่วยปรับสีสันและแสงเงาให้สมบูรณ์แบบโดยอัตโนมัติ ทำให้ได้วิดีโอที่คมชัดสมจริงแบบไม่ต้องนั่งตัดต่อนานๆ เหมาะสุดๆ สำหรับคนที่ชอบถ่ายคลิปขึ้นโซเชียล ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายวิดีโอท่องเที่ยว รีวิวสินค้า หรือบันทึกช่วงเวลาพิเศษกับคนที่คุณรัก

และเพื่อตอบโจทย์สายเทรนดี้แบบเราๆ ให้มากยิ่งขึ้น ฟีเจอร์สุดเจ๋งอีกหนึ่งอย่างที่ไม่ควรพลาดคือ Dual-View Video ที่ช่วยยกระดับเครื่องมือสำหรับสร้างสรรค์ผลงานด้วยการใช้กล้องหน้าและกล้องหลังพร้อมกัน ถ่ายภาพหลายมิติพร้อมๆ กันได้ในคราวเดียว

Dual-View Video

สมาร์ตโฟนให้คุณสลับการดูกล้องหน้าและกล้องหลังได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด เหมาะสำหรับการทำ Vlog รีแอคชั่น หรือการถ่ายคลิป One-Take ที่เปลี่ยนมุมมองได้อย่างง่ายดาย ทำให้ผลงานของคุณดูมืออาชีพมากขึ้นโดยไม่ต้องใช้กล้องหลายตัว

หลังจากที่เราได้เห็นความสามารถด้านฮาร์ดแวร์ของกล้องไปแล้ว ต่อไปมาดูกันว่าฟีเจอร์ AI ต่างๆ ที่ OPPO ใส่มาในเครื่องนั้นจะช่วยยกระดับการถ่ายภาพของคุณได้อย่างไรบ้าง

เมื่อพูดถึงการถ่ายภาพบุคคล ฟีเจอร์ที่สายสวยต้องไม่พลาดคือ AI Portrait Glow ที่จะช่วยปรับผิวให้สวยออร่าสว่างใสแบบเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่แค่ปรับผิวให้ขาวเรียบเท่านั้น แต่ AI จะช่วยวิเคราะห์แสงในภาพแล้วปรับให้ผิวคุณดูสวยเปล่งประกายแบบมีมิติ มีเงาไฮไลท์ที่เหมาะสม

AI Portrait Glow

ระบบจะวิเคราะห์แสงสว่างในสถานที่ถ่ายภาพและปรับให้ผิวของคุณดูสวยที่สุดในทุกสภาพแสง ไม่ว่าจะถ่ายในที่แสงน้อย แสงจ้า หรือแสงธรรมชาติ ก็จะได้ภาพที่สวยลงตัวเสมอ มีทั้ง Natural Light, Flash Light, Rim Light และ Studio Light ให้เลือกใช้ตามสไตล์ที่ชอบ แต่ละโหมดจะปรับแสงและเงาให้เหมาะสมกับบรรยากาศแตกต่างกันออกไป

AI Portrait Glow
AI Portrait Glow

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ช่วยให้การถ่ายรูปง่ายขึ้นคือ AI Perfect Shot ที่จะช่วยจับภาพหลายๆ รูปพร้อมกันในคราวเดียว แล้วให้คุณเลือกภาพที่สวยที่สุด ไม่ต้องกังวลว่าจะกระพริบตา หรือท่าไม่สวย เพราะ AI จะถ่ายภาพหลายช็อตและคัดเลือกช็อตที่ดีที่สุดให้คุณโดยอัตโนมัติ

AI Perfect Shot 

ระบบจะวิเคราะห์ภาพทุกรูป ตั้งแต่สีหน้า ท่าทาง แสงเงา และความคมชัด แล้วแนะนำภาพที่ออกมาดีที่สุด หรือคุณจะเลือกเองจากภาพทั้งหมดที่ถ่ายก็ได้ เหมาะสำหรับคนที่ชอบถ่ายรูป แต่ไม่อยากเสียเวลากดซ้ำๆ หลายครั้ง แค่ถ่ายครั้งเดียวก็ได้ภาพสวยแน่นอน!

AI Perfect Shot 

ฟีเจอร์เด็ดที่ต้องลองคือ Popout ที่จะช่วยให้คุณสร้างภาพเคลื่อนไหวสุดเท่ได้ในแค่ 3 ขั้นตอน! แค่ถ่ายรูป เลือกทำ Collage หรือภาพประติด แล้วกดปุ่ม Popout ก็จะได้ภาพเคลื่อนไหวที่ตัวเราหรือของสำคัญในรูปจะโดดออกมามีมิติ คล้ายๆ เอฟเฟกต์ในหนังแอคชั่นเลยทีเดียว

ฟีเจอร์ใหม่ Popout
ฟีเจอร์ใหม่ Popout

รองรับการสร้างแบบ 2-3 รูปรวมกัน แถมยังมีหลายรูปแบบให้เลือก ทำให้คุณสร้างสรรค์งานได้แบบไม่มีขีดจำกัด เหมาะสุดๆ สำหรับโพสต์ลงโซเชียลให้เพื่อนๆ ตะลึง

ฟีเจอร์ใหม่ Popout
ฟีเจอร์ใหม่ Popout

ต่อมาเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่สายคอนเทนต์ต้องชอบ นั่นคือ AI Motion Photo Slow-Mo ที่จะช่วยให้คุณสร้างคลิปสโลว์โมชั่นที่ดูดราม่าสุดๆ แบบไม่ต้องถ่ายใหม่ แค่มีรูปหรือคลิปธรรมดาๆ แล้ว AI ก็จะช่วยสร้างเอฟเฟกต์สโลว์โมชั่นให้แบบอัตโนมัติ ระบบจะวิเคราะห์การเคลื่อนไหวในภาพแล้วชะลอความเร็วให้พอดี เพิ่มความดราม่าให้กับช่วงเวลาสำคัญได้อย่างเนียน เหมือนกับภาพยนตร์ฮอลลีวูดเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาโยนดอกไม้งานแต่ง กระโดดน้ำ หรือช่วงเวลาพิเศษอื่นๆ ก็จะดูประทับใจมากขึ้น

และสำหรับคนที่ชอบถ่ายรูปตอนกลางคืนหรือในที่มีแสงน้อย AI Flash Photography 2.0 คือฟีเจอร์ที่คุณต้องรู้จัก ด้วยการใช้ทั้งแฟลชหน้า แฟลชหลัง และแฟลชหน้าจอร่วมกัน ระบบจะให้แสงที่พอดี ทำให้ได้ภาพที่สว่างพอดี ไม่มืดจนเกินไป และที่สำคัญคือไม่ฉูดฉาดจนเกินไปแบบแฟลชทั่วไป

AI Flash Photography 2.0
AI Flash Photography 2.0

ระบบจะปรับแสงให้เหมาะสมกับสภาพแสงในแต่ละสถานการณ์โดยอัตโนมัติ ทำให้คุณได้ภาพที่สวยธรรมชาติแม้ในที่มีแสงน้อย ไม่ว่าจะเป็นปาร์ตี้กลางคืน คอนเสิร์ต หรือถ่ายรูปริมทะเลตอนเย็น ก็จะได้ภาพที่สวยคมชัดไม่เบลอแบบที่คุณต้องการ

โหมดแฟลชหน้าจอ
โหมดแฟลชหน้าจอ

ปิดท้ายด้วย AI Eraser ลบสิ่งรบกวนออกจากภาพได้ในคลิกเดียว

อีกหนึ่งฟีเจอร์เจ๋งที่ไม่ควรพลาดคือ AI Eraser ที่จะช่วยเคลียร์ภาพถ่ายของเราให้สะอาดตา เอาสิ่งที่รกเกะกะ หรือคนที่ยืนอยู่ในฉากหลังออกไปได้ง่ายมาก แค่คลิกเดียวก็จะสแกนหาคนหรือวัตถุในภาพ แล้วเราก็ลบทิ้งได้ทันที ภาพก็จะดูสะอาดสวยงามขึ้นทันตา

ตัวอย่างภาพที่ใช้ AI Eraser ลบสิ่งรบกวนออก
ตัวอย่างภาพที่ใช้ AI Motion Photo Eraser ลบสิ่งรบกวนออก

ที่เจ๋งกว่านั้นคือ AI Motion Photo Eraser ที่ตอนนี้สามารถใช้กับภาพเคลื่อนไหว Motion Photo ได้อีกด้วย! ไม่ใช่แค่ลบในเฟรมภาพนิ่ง แต่ลบในคลิปวิดีโอสั้นด้วย เรียกได้ว่ารีทัชกันได้ถึงระดับวิดีโอกันเลย

จากความเก่งด้านกล้องและฟีเจอร์ AI ที่เราได้พูดถึงมา ต่อไปมาดูกันว่าประสิทธิภาพการทำงานของสมาร์ตโฟนรุ่นนี้เป็นอย่างไร เพราะไม่ว่ากล้องจะดีแค่ไหน ถ้าเครื่องช้าหรือสะดุด ก็คงไม่สนุก

ระบบปฏิบัติการ ColorOS 16

สมาร์ตโฟน OPPO Reno15 5G มาพร้อมสเปกที่แรงพร้อมใช้งานหนักๆ ได้อย่างลื่นไหล โดยใช้ระบบปฏิบัติการ Android 16 ล่าสุด ครอบด้วย ColorOS 16 ที่เป็น UI ใหม่ล่าสุดจาก OPPO ที่ออกแบบมาให้ใช้งานง่าย ลื่นไหล และตอบสนองเร็วกว่าเดิม

ระบบปฏิบัติการ ColorOS 16
ระบบปฏิบัติการ ColorOS 16
ระบบปฏิบัติการ ColorOS 16

ด้วยหน้าจอของสมาร์ตโฟนใช้แผงจอ AMOLED ขนาดกว้าง 6.59 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2760 × 1256 พิกเซล) พร้อมรีเฟรชเรต 120Hz ทำให้การเลื่อนหน้าจอ เล่นเกม หรือดูคอนเทนต์ต่างๆ ลื่นไหลไร้สะดุด ตาไม่เมื่อย และยังมีโหมดถนอมสายตาที่ช่วยลดแสงสีน้ำเงินที่อาจเป็นอันตรายต่อสายตา เหมาะสำหรับคนที่ใช้สมาร์ตโฟนนานๆ

หน้าจอแสดงผล AMOLED ขนาด 6.59 นิ้ว

นอกจากนี้ยังมีโหมด Sunlight Display ที่จะเพิ่มความสว่างหน้าจอโดยอัตโนมัติเมื่อใช้งานกลางแจ้งในที่มีแสงแดดจ้า ทำให้มองเห็นหน้าจอชัดเจนแม้ในที่แสงแดดจัด ไม่ต้องบังแสงหรือหาที่ร่มเงาเพื่อดูหน้าจอ

แต่สิ่งที่ทำให้สมาร์ตโฟนรุ่นนี้โดดเด่นจริงๆ คือเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง นั่นคือ Trinity Engine ที่ขับเคลื่อนโดย ColorOS 16 ซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพในเครื่องได้อย่างแม่นยำ ทำให้ตัวเครื่องทำงานได้อย่างเสถียรสูงสุด และปราศจากปัญหาแฮงค์ซ้ำยังลื่นไหล

ที่สำคัญคือระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานในระยะยาว โดยผ่านการรับรองมาตรฐานการทดสอบใช้งานลื่นไหล 6 ปี จาก OPPO ซึ่งการันตีได้ว่าอินเทอร์เฟซจะยังคงตอบสนองลื่นไหล แม้จะผ่านการใช้งานมาหลายปีก็ตาม สมาร์ตโฟนจะไม่ช้าลงหรือเด้งง่ายๆ เหมือนสมาร์ตโฟนทั่วไปที่ใช้ไปแล้วช้าลงเรื่อยๆ

สำหรับคนที่ไม่ได้ใช้สมาร์ตโฟนแค่ถ่ายรูปอย่างเดียว แต่ยังชอบเล่นเกมด้วย OPPO Reno15 5G ก็พร้อมตอบสนองคุณไม่แพ้กัน ด้วยเทคโนโลยี AI HyperBoost 2.0 ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเล่นเกมให้ลื่นไหลขึ้น โดยระบบ AI จะช่วยจัดการทรัพยากรในสมาร์ตโฟนให้เหมาะกับการเล่นเกมแต่ละประเภท

ทดลองเล่นเกม Free Fire

ไม่ว่าจะเล่น Mobile Legends: Bang Bang, Free Fire หรือ PUBG ก็สามารถรันเกมที่ 120fps ได้อย่างลื่นไหล ไม่สะดุด! พร้อมฟีเจอร์ AI Adaptive Temperature Control และ AI Adaptive Frame Booster ที่จะช่วยควบคุมอุณหภูมิและเฟรมเรตของเกมโดยอัตโนมัติ

ระบบจะระบายความร้อนให้เหมาะสม ทำให้เล่นเกมได้นานๆ โดยที่สมาร์ตโฟนไม่ร้อนจนเกินไป ผิวของเครื่องยังคงเย็นสบายในมือ พร้อมกับการปรับเฟรมเรตให้สูงสุดเมื่อต้องการความลื่นไหล และประหยัดแบตเมื่อไม่จำเป็น

ทดลองเล่นเกม Free Fire

ไม่เพียงแค่เล่นได้ลื่นไหล สมาร์ตโฟนยังมีฟีเจอร์สำหรับคนที่ชอบเล่นเกมและอยากบันทึกช่วงเวลาพิเศษ ด้วยการรองรับการบันทึกหน้าจอแบบ Motion Photo ที่มีความยาว 3 วินาที โดยระบบจะบันทึกภาพก่อนและหลังการกดชัตเตอร์อย่างละ 1.5 วินาที เปลี่ยนจากภาพนิ่งธรรมดาให้กลายเป็นไฮไลท์มูฟวี่ดีโชว์ พร้อมให้คุณแชร์ลงโซเชียลได้ทันที

บันทึกฉากเด็ดในเกมได้อย่างง่ายดายผ่านสมาร์ตโฟนแบบไม่ต้องใช้แอปภายนอก ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ได้คะแนนสูงสุด ทำคอมโบสุดเจ๋ง หรือช่วงที่ชนะคู่ต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยว พร้อมให้คุณแชร์คลิปความสำเร็จสู่โซเชียลได้ทันที

การเล่นเกมหรือใช้งานอินเทอร์เน็ตให้ลื่นไหลนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสเปกเครื่องอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยการเชื่อมต่อเครือข่ายที่ดีด้วย และนี่คือจุดที่ OPPO Reno15 5G โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี AI LinkBoost 3.0 ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้การเข้าถึง Wi-Fi อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยเพิ่มเสถียรภาพของสัญญาณเครือข่าย แม้ในที่ที่มีคนใช้งานเครือข่ายพร้อมกันจำนวนมาก

AI LinkBoost 3.0

ระบบยังช่วยลดการหน่วงหรือ Lag เมื่อเล่นเกมออนไลน์หรือดูวิดีโอสตรีมมิ่ง ทำให้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของคุณลื่นไหลไม่มีสะดุด แม้ในที่ที่มีคนใช้งานเครือข่ายพร้อมกันจำนวนมาก เช่น ห้างสรรพสินค้า คอนเสิร์ต หรือสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้คนหนาแน่น

ที่น่าสนใจคือเทคโนโลยีนี้ยังช่วยลดความหน่วงในการเล่นเกมได้สูงสุดถึง 84% ทำให้การตอบสนองลื่นไหลไม่มีสะดุด เหมาะสุดๆ สำหรับเกมออนไลน์แบบ Real-time ที่ต้องการความเร็วและความแม่นยำในการตอบสนอง

ในยุคที่เราใช้งานหลายอุปกรณ์พร้อมกัน การเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ และนี่คือจุดที่ O+ Connect เข้ามาช่วยให้ชีวิตคุณง่ายขึ้น ด้วยความสามารถในการใช้งานร่วมกับ iPhone, iPad, เครื่อง Mac และคอมพิวเตอร์ระบบ Windows ได้อย่างลื่นไหล คุณสามารถถ่ายโอนไฟล์, Motion Photos, วิดีโอ และรูปภาพระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย

O+ Connect

ระบบใช้งานผ่านการเชื่อมต่อไร้สายที่ปลอดภัย คุณสามารถส่งไฟล์ขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องใช้สาย USB หรืออัพโหลดขึ้น Cloud ก่อน แค่เลือกไฟล์ที่ต้องการแล้วส่งไปยังอุปกรณ์เป้าหมายได้ทันที นอกจากนี้ยังสามารถตอบข้อความหรือรับสายจากสมาร์ตโฟนผ่านทางคอมพิวเตอร์ได้ด้วย สะดวกสบายมาก

O+ Connect

สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน O+ Connect ฟรีทั้งใน App Store หรือผ่านเว็บไซต์สำหรับคอมพิวเตอร์ระบบ macOS และ Windows ได้ที่ https://connect.oppo.com

นอกจากการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์แล้ว การจัดการข้อมูลภายในเครื่องเองก็สำคัญไม่แพ้กัน AI Mind Space คือฟีเจอร์สุดล้ำที่จะช่วยรวบรวมข้อมูลส่วนตัวของคุณไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นบทความ รูปภาพ ประวัติการแชท หรือตารางนัดหมาย เป็นเหมือนลิ้นชักดิจิทัลที่เก็บทุกอย่างไว้ให้คุณค้นหาได้ง่าย

AI Mind Space ผู้ช่วย AI อัจฉริยะส่วนตัว

การเก็บข้อมูลสำคัญไม่ว่าจะเป็นบทความที่คุณอ่านมา รูปภาพที่ถ่ายจากการเดินทาง หรือนัดหมายงานสำคัญ ปกติแล้วคงจะเป็นเรื่องซับซ้อน เพราะข้อมูลกระจัดกระจายอยู่หลายที่หลายแอป แต่พอมี AI Mind Space ระบบจะช่วยให้คุณรวบรวมเนื้อหาต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย

AI Mind Space
AI Mind Space

เพียงแค่บันทึกข้อมูลลงในระบบ AI Mind Space ก็จะจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบและค้นหาได้อย่างรวดเร็วเมื่อต้องการ เข้าถึงได้ง่ายเพียงไปที่ การตั้งค่า > AI > AI Mind Space

เมื่อพูดถึง AI แล้ว จะขาดเทคโนโลยีจาก Google ไปไม่ได้ สมาร์ตโฟน OPPO ได้นำเทคโนโลยี Google Gemini เข้ามาผสมรวมไว้ในระบบปฏิบัติการ ColorOS อย่างเต็มรูปแบบแล้ว คุณสามารถใช้พลังของคำถามธรรมชาติในการให้ Gemini ช่วยจัดการงานต่างๆ ภายในแอปพลิเคชันพื้นฐานของตัวเครื่องได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นการตั้งค่า บันทึกนัด หรือโน้ต และยังสามารถให้คำตอบทันทีพร้อมดึงข้อมูลที่คุณบันทึกไว้ใน AI Mind Space มาช่วยได้อีกด้วย

Google Gemini
Google Gemini

นอกจากนี้ ประสบการณ์การใช้งานยังสมบูรณ์แบบขึ้นด้วย Gemini Live ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลผ่านกล้องถ่ายรูปและสิ่งที่ปรากฏในหน้าจอให้คำตอบที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยคุณในการทำงานต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เหมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวที่ชาญฉลาดอยู่ในมือคุณตลอดเวลา

และเพื่อให้ครบครันยิ่งขึ้น สมาร์ตโฟน OPPO Reno15 5G ยังมาพร้อม AI Assistant ผู้ช่วยส่วนตัวที่ชาญฉลาด ซึ่งมีฟีเจอร์มากมายที่จะช่วยให้ชีวิตคุณสะดวกสบายยิ่งขึ้น

AI Assistant ผู้ช่วยส่วนตัว

เริ่มต้นด้วย AI Call Summary ที่จะช่วยบันทึกการสนทนาทางโทรศัพท์โดยอัตโนมัติ พร้อมสรุปเนื้อหาสำคัญให้ชัดเจนเพื่อให้คุณจัดการทุกอย่างได้อย่างเป็นระบบ ไม่ต้องจดโน้ตระหว่างคุยโทรศัพท์อีกต่อไป

ถัดมาคือ AI Call Translator ที่จะช่วยแปลภาษาในการสนทนาทางโทรศัพท์แบบเรียลไทม์ สะดวกสำหรับคนที่ต้องคุยกับชาวต่างชาติหรือทำธุรกิจต่างประเทศ

สำหรับคนทำงานที่ต้องบันทึกข้อมูลบ่อยๆ AI VoiceScribe พร้อมแสดงคำบรรยายสดและสรุปใจความสำคัญอย่างชาญฉลาด ทั้งสำหรับการจดโน้ต การประชุมออนไลน์ รวมถึงการใช้งานผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ บนสมาร์ตโฟนของคุณ ขณะที่ AI Recording จะช่วยให้คุณถอดข้อความได้อย่างแม่นยำ พร้อมสรุปใจความสำคัญได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การบันทึกการประชุมหรือการสัมภาษณ์เป็นเรื่องที่สะดวกและมีความถูกต้องสูง

AI Assistant ผู้ช่วยส่วนตัว

และสุดท้าย AI Translate ที่เป็นเครื่องมือแปลภาษาครอบคลุมการทำงานหลากหลายรูปแบบ เพื่อช่วยหักล้างกำแพงทางภาษาและทำให้คุณสื่อสารได้อย่างไร้พรมแดนในทุกสถานการณ์

ฟีเจอร์เหล่านี้ทำให้ OPPO Reno15 5G ไม่ใช่แค่สมาร์ตโฟนธรรมดา แต่เป็นเหมือนผู้ช่วยส่วนตัวที่ชาญฉลาดที่พร้อมช่วยเหลือคุณในทุกสถานการณ์

หลังจากที่เราได้พูดถึงฟีเจอร์ต่างๆ มากมาย ตอนนี้มาดูกันว่าเมื่อคุณได้รับสมาร์ตโฟนมาจริงๆ จะได้อะไรบ้างในกล่อง

OPPO Reno15 5G

เมื่อเปิดกล่อง OPPO Reno15 5G รุ่น Aurora White ที่เราได้มารีวิวครั้งแรก คุณจะได้พบกับตัวเครื่องที่ห่อด้วยพลาสติกป้องกันอย่างดี พร้อมอุปกรณ์ครบชุดที่จำเป็นสำหรับการใช้งาน ได้แก่ อะแดปเตอร์ชาร์จเร็ว SUPERVOOC 80W ที่ชาร์จเร็วแรงสุดๆ, สายชาร์จ USB Type-C คุณภาพดี, เคสใสแบบนิ่มให้มาในกล่อง ประหยัดเงินไม่ต้องไปซื้อเคสเพิ่ม, เข็มจิ้มถาดซิมสำหรับเปลี่ยนซิมการ์ด และคู่มือการใช้งานภาษาไทย

OPPO Reno15 5G

บรรจุภัณฑ์ออกแบบมาอย่างดี เปิดง่าย สมาร์ตโฟนวางอยู่ในกล่องอย่างเรียบร้อย แถมยังได้เคสมาให้ในกล่องด้วย ไม่ต้องรีบไปหาซื้อทันที ใส่เคสแล้วก็เริ่มใช้งานได้เลย กล่องออกแบบมาเรียบหรู ใช้สีโทนสว่างสะอาดตา สะท้อนถึงความพรีเมียมของสินค้าตั้งแต่แรกเห็น

เมื่อหยิบสมาร์ตโฟนออกจากกล่องแล้ว สิ่งแรกที่จะทำให้คุณประทับใจคือดีไซน์ที่สวยงามและการสัมผัสที่พรีเมียม มาดูกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

เมื่อหยิบสมาร์ตโฟน OPPO Reno15 5G ขึ้นมาครั้งแรก สิ่งที่สะดุดตาทันทีคือดีไซน์ฝาหลังแสงออโรร่าพลิ้วไหว (Dancing Aurora Design) บนรุ่นสี Aurora White ที่เราได้มารีวิว ฝาหลังมีการสะท้อนแสงที่เปลี่ยนสีไปมาแบบไล่เฉดสีสวยๆ เหมือนแสงออโรร่าบนท้องฟ้าจริงๆ

OPPO Reno15 5G

ผิวสัมผัสของสมาร์ตโฟนใช้เทคโนโลยีการผลิตชั้นนำที่นำอะลูมินาเคลือบชั้นเดียว ทำให้ผิวนุ่มลื่นมือ ไม่เป็นรอยนิ้วมือง่าย และที่สำคัญคือเปลี่ยนสีไปมาตามมุมที่มองแบบสวยงามมาก บางมุมดูเป็นสีขาวมุก บางมุมเป็นสีชมพูอ่อนๆ หรือสีฟ้าอ่อน ดูหรูหราและเก๋ไก๋ไม่เหมือนใคร เหมาะสำหรับคนที่ชอบความสวยงามและต้องการสมาร์ตโฟนที่โดดเด่นแตกต่าง

OPPO Reno15 5G

นอกเหนือจากสี Aurora White ที่เราได้มาทดสอบแล้ว OPPO Reno15 5G ยังมีให้เลือกอีก 2 สี คือสีฟ้า Aurora Blue ที่ดูสดใสเย็นสบายตา และสีน้ำเงินเข้ม Twilight Blue ที่ดูลึกลับมีเสน่ห์ แต่ละสีมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สวยงามไม่แพ้กัน

ฝาหลังแบบ Unibody กระจกขึ้นรูปชิ้นเดียว

เมื่อพลิกมาดูด้านหลัง กล้องของสมาร์ตโฟนออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ Dynamic Stellar Ring Design หรือ “ดีไซน์วงแหวนดวงดาว” ที่โดดเด่นด้วยวงแหวนโลหะล้อมรอบเลนส์กล้อง เมื่อแสงตกกระทบจะเกิดรัศมีประกายระยิบระยับคล้ายดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน สวยงามและดูมีระดับ โมดูลกล้องนูนขึ้นมาเล็กน้อย แต่ไม่มากจนเกินไป ทำให้วางสมาร์ตโฟนบนโต๊ะแล้วไม่โยกง่าย

โมดูลกล้องดีไซน์วงแหวนดวงดาว

เมื่อจับในมือก็ไม่รู้สึกขัดมือ วงแหวนกล้องมีขอบโลหะเงางามโดดเด่น ทำให้รู้สึกได้ถึงคุณภาพและความใส่ใจในรายละเอียดด้านล่างของฝาหลังมีสกรีน OPPO อย่างชัดเจนแต่ไม่ฉูดฉาด สะท้อนถึงแบรนด์อย่างเรียบหรู

หันมาดูด้านหน้า หน้าจอของสมาร์ตโฟนใช้แผงจอ AMOLED ขนาด 6.59 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2760 × 1256 พิกเซล) แสดงผลสีสันสดใสสมจริง ความละเอียดคมชัด ดูหนังหรือเล่นเกมก็สนุกสุดๆ ด้านบนของหน้าจอเป็นกล้องหน้าเจาะรูขนาดเล็กที่ไม่รกสายตา เหนือขึ้นไปบริเวณขอบจอเป็นลำโพงเสียงที่ให้เสียงชัดเจน

หน้าจอ AMOLED 120Hz

ที่สำคัญคือมีโหมดถนอมสายตาที่ช่วยลดแสงสีน้ำเงิน (Blue Light Filter) ทำให้ใช้สมาร์ตโฟนนานๆ ก็ไม่เมื่อยตา เหมาะสำหรับคนที่ต้องจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังมีโหมด Sunlight Display ที่จะเพิ่มความสว่างหน้าจอโดยอัตโนมัติเมื่อใช้งานกลางแจ้งในที่มีแสงแดดจ้า ทำให้มองเห็นหน้าจอชัดเจนแม้ในที่แสงแดดจัด

มาดูรอบตัวเครื่องกันบ้าง สมาร์ตโฟน OPPO Reno15 5G รุ่นที่เราได้มารีวิวมีขนาดรอบตัวเครื่องอยู่ที่ 158 × 74.83 × 7.89 มม. น้ำหนักเพียง 197 กรัม ถือว่าบางและเบามาก เมื่อจับในมือแล้วรู้สึกได้ถึงความพรีเมียม ไม่หนักเกินไป ถือสบายมือตลอดทั้งวัน ด้วยดีไซน์ขอบเหลี่ยมที่กลมกล่อมพอดี ไม่คมจนบาดมือ แต่ก็ไม่กลมจนลื่นหลุดมือง่าย

OPPO Reno15 5G

เมื่อสำรวจรอบตัวเครื่อง ด้านบนมีไมโครโฟนตัดเสียงรบกวนและ IR Blaster ที่สามารถใช้เป็นรีโมทควบคุมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ได้ เช่น ทีวี แอร์ เครื่องเสียง ทำให้สมาร์ตโฟนกลายเป็นรีโมทรวมอเนกประสงค์ได้อย่างสะดวก

ด้านล่างของตัวเครื่องเรียงจากซ้ายไปขวาจะมีช่องใส่ถาดซิมการ์ดแบบ Dual SIM รองรับ Nano SIM 2 ช่อง เหมาะสำหรับคนที่ต้องใช้ 2 เบอร์ ถัดมาเป็นไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน ช่วยให้การคุยโทรศัพท์มีเสียงชัดเจนขึ้น พอร์ต USB Type-C อยู่ตรงกลาง สำหรับชาร์จแบตและถ่ายโอนข้อมูล

OPPO Reno15 5G

ด้านซ้ายของตัวเครื่องไม่มีปุ่มใช้งานใดๆ เรียบเนียนสวยงาม ส่วนด้านขวามีปุ่มเพิ่ม-ลดระดับเสียงที่กดกระชับแน่นไม่มีเสียงรบกวน ถัดลงมาเป็นปุ่ม Power สำหรับล็อคหน้าจอและเปิด-ปิด รีสตาร์ทเครื่อง ตำแหน่งปุ่มวางได้เหมาะมือ กดง่ายไม่ต้องเอื้อมมากเกินไป

OPPO Reno15 5G

และทางขวาเป็นลำโพงเสียงที่ให้เสียงดังชัดเจน ร่วมกับลำโพงด้านบนทำให้ได้เสียงสเตอริโอที่มีคุณภาพ

ดีไซน์สวยอย่างเดียวไม่พอ ความทนทานก็สำคัญไม่แพ้กัน และนี่คือจุดเด่นที่หลายคนอาจมองข้ามแต่สำคัญมาก นั่นคือมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP66, IP68 และ IP69 ซึ่งเป็นระดับที่สูงมากในอุตสาหกรรม

กันน้ำกันฝุ่นระดับ IP66, IP68 และ IP69

หมายความว่าสมาร์ตโฟนสามารถกันฝุ่นได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ฝุ่นละอองไม่สามารถเข้าไปข้างในได้เลย กันน้ำได้ในระดับลึก แม้จะตกน้ำหรือเปียกน้ำก็ยังใช้งานได้ปกติ ทนทานต่อน้ำพุ่งแรงดันสูง แม้โดนน้ำพุ่งแรงๆ จากสายฉีดน้ำก็ไม่เสียหาย และทนทานต่อสภาพแวดล้อมยากลำบาก โดนฝุ่นละออง ความชื้น หรือสภาพอากาศต่างๆ ก็ยังใช้งานได้

ใช้งานได้ แม้หน้าจอเปียก

ที่เจ๋งมากคือมีฟีเจอร์ Splash Touch ที่ช่วยให้หน้าจอตอบสนองได้แม้ในขณะที่มีน้ำหยดอยู่บนหน้าจอ เคยเจอมั้ยว่าหน้าจอสมาร์ตโฟนเปียกแล้วกดไม่ได้? กับสมาร์ตโฟนรุ่นนี้ไม่มีปัญหาแบบนั้นอีกต่อไป แม้มือเปียก หน้าจอเปียก ก็ยังใช้งานได้ปกติ เหมาะสุดๆ สำหรับคนที่ชอบถ่ายรูปริมทะเล ริมน้ำตก หรือในสภาพอากาศฝนตก ไม่ต้องกังวลว่าสมาร์ตโฟนจะเสียหายจากน้ำ

มาถึงอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นคือแบตเตอรี่และการชาร์จ สมาร์ตโฟน OPPO Reno15 5G มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 6,500mAh ที่รองรับการใช้งานทั้งวันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเล่นเกม ดูซีรีส์ ถ่ายรูป หรือใช้งาน 5G ตลอดวัน ก็ยังอยู่ได้จนถึงเย็น จากการทดสอบใช้งานจริง สมาร์ตโฟนสามารถใช้งานได้ประมาณ 1-2 วันเต็มๆ ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละคน

แบตเตอรี่ขนาด 6,500mAh

เมื่อแบตหมด? ไม่ต้องกังวล เพราะสมาร์ตโฟนรองรับการชาร์จไว 80W SUPERVOOC ที่ชาร์จเร็วสุดๆ จากการทดสอบ ชาร์จจาก 0-100% ใช้เวลาประมาณ 45-50 นาที แค่ชาร์จ 10-15 นาทีก็ได้พลังงานใช้งานไปได้นานแล้ว ไม่ต้องรอนานจนเบื่อ เหมาะสำหรับคนที่รีบๆ ต้องออกจากบ้านแต่แบตเหลือน้อย แค่ชาร์จตอนแต่งตัวก็พอใช้ทั้งวันแล้ว

รองรับชาร์จไว 80W SUPERVOOC

นอกจากนี้ยังมีระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะที่ช่วยประหยัดแบตเตอรี่ วิเคราะห์การใช้งานและปิดแอปที่ไม่จำเป็นเพื่อยืดอายุการใช้งานแบตให้นานขึ้น ระบบจะเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานของคุณแล้วปรับให้เหมาะสม ทำให้แบตอึดขึ้นอีก

หลังจากที่เราได้เห็นความสามารถและฟีเจอร์ต่างๆ มากมาย คงถึงเวลาที่จะพูดถึงสิ่งที่หลายคนรอคอย นั่นคือราคา

ราคา OPPO Reno15 5G

OPPO Reno15 5G วางจำหน่ายแล้ววันนี้ในราคาที่คุ้มค่ามากๆ มีให้เลือก 2 ความจุคือ:

  • ความจุ 12GB RAM + 256GB ROM ราคา 16,999 บาท
  • ความจุ 12GB RAM + 512GB ROM ราคา 18,999 บาท

สีที่วางจำหน่ายมี 3 สีให้เลือกคือ Aurora White (สีขาวออโรร่า), Aurora Blue (สีฟ้าออโรร่า) และ Twilight Blue (สีน้ำเงินทไวไลท์) ราคานี้ถือว่าคุ้มค่ามากสำหรับสมาร์ตโฟนที่ได้สเปกขนาดนี้

สามารถสั่งซื้อได้ที่ศูนย์ OPPO, ร้านค้าปลีกชั้นนำ หรือผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ ตอนนี้ยังมีโปรโมชั่นและของแถมพิเศษอีกด้วย อย่าพลาดนะคะ

หลังจากที่เราได้ทดลองใช้งานสมาร์ตโฟน OPPO Reno15 5G สีขาว Aurora White มาสักพักหนึ่ง ถึงเวลาแล้วที่จะสรุปว่าสมาร์ตโฟนรุ่นนี้คุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่

ต้องบอกเลยว่าถ้าคุณเป็นสายถ่ายรูป ชอบโพสต์โซเชียล หรือรักการสร้างคอนเทนต์ สมาร์ตโฟนรุ่นนี้ตอบโจทย์สุดๆ! จุดเด่นที่เด่นสุดคือกล้องเซลฟี่มุมกว้างที่สุด ถ่ายรูปหมู่เพื่อนกี่คนก็ได้หมดทั้งเฟรม ไม่มีใครหล่น พร้อมกับกล้องหลังที่ถ่ายทั้งภาพกว้าง ภาพซูมไกล และภาพพอร์ตเทรตได้สวยทุกแบบ

OPPO Reno15 5G

ฟีเจอร์ AI ก็เจ๋งไม่แพ้กัน ช่วยให้ถ่ายรูปสวย ผิวเปล่งออร่าแบบเป็นธรรมชาติ แถมยังเล่นเกมลื่นไหล เชื่อมต่อเน็ตเสถียร ใช้งานได้ยาวนาน และที่สำคัญคือมีผู้ช่วย AI ที่ชาญฉลาดคอยช่วยเหลือในทุกเรื่อง ตั้งแต่แปลภาษา สรุปการคุยโทรศัพท์ ไปจนถึงการจัดการข้อมูลส่วนตัว

ดีไซน์สวยด้วยผิวแสงออโรร่าที่เปลี่ยนสีไปมาแบบชิคๆ ตัวเครื่องบางเบา ถือสบาย กันน้ำกันฝุ่นระดับ IP69 ใช้ได้แม้มือเปียก แบตอึดใช้งานทั้งวัน ชาร์จเร็วทันใจ และราคาเริ่มต้นแค่ 16,999 บาท ถือว่าคุ้มค่ามากสำหรับฟีเจอร์ที่ได้

สรุปง่ายๆ ถ้าคุณอยากได้สมาร์ตโฟนที่ถ่ายรูปสวย เล่นเกมลื่น ใช้งานได้ยาวนาน ทนทาน ดีไซน์สวย และราคาไม่แพง OPPO Reno15 5G คือคำตอบที่ใช่! ลองไปหยิบจับที่ศูนย์ OPPO ใกล้บ้านคุณกันดูนะคะ รับรองว่าจะประทับใจแน่นอน

SHARE
คนเล่าเรื่องไอที ที่เชื่อว่าการได้เดินทางและการพบปะพูดคุยกับผู้คนในสายงานต่าง ที่ไม่คุ้นเคยคือกำไรชีวิต...หลงไหลในการเดินทางเป็นชีวิตจิตใจ ตื่นเต้นทุกครั้งเมื่อได้เจอเจ้าหน้าที่ ตม.
RELATED POSTS
Preview | พรีวิว “realme 5” สมาร์ทโฟน 4 กล้อง AI ในราคาไม่ถึง 5 พันบาท!
รีวิว “vivo V40 5G” สมาร์ตโฟนที่จะพาคุณ “แจ้งเกิด” ด้วยกล้องเลนส์ ZEISS ผสานเทคโนโลยี AI สุดล้ำ
พรีวิว “iQOO 13 5G” เรือธงสายเกมสุดแกร่งที่มาพร้อมขุมพลัง Snapdragon 8 Elite

Leave Your Reply

*