Device and Gadget Reviews-Previews

[เล่นแล้วเล่า] สัมผัสแรก “Nothing Ear (Open)” Blue Edition สีใหม่สุดพิเศษ เบากว่าเหรียญสิบบาท สวยกว่าที่คิด เสียงดีกว่าราคา

มีหูฟังไม่กี่ตัวในชีวิตที่หยิบขึ้นมาแล้วรู้สึกว่า “อ้าว มันดีกว่าที่คิดนะ” และ Nothing Ear (Open) Blue Edition สีใหม่สุดพิเศษ นี้คือหนึ่งในนั้น ต้องยอมรับตรงๆ ว่าตอนแรกเห็นชื่อ “Ear (Open)” ก็นึกว่าแค่ หูฟังแบบเกี่ยวหูทั่วๆ ไป ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร แต่พอหยิบขึ้นมาดูจริงๆ อารมณ์เปลี่ยนทันที นี่คือหูฟังแบบโอเพ่นสัญชาติอังกฤษที่ใช้คำว่า “เท่” ได้เปลืองสุดๆ ไปเลย

Nothing Ear (open) Blue edition

โดย Blue Edition สีใหม่สุดพิเศษ ที่ Nothing ออกมานี้ไม่ใช่น้ำเงินแบบสดจนดูเป็นของเล่น หรือหม่นจนดูเก่า แต่เป็นโทนที่นิ่ม อบอุ่น และมี mood เป็นของตัวเอง Nothing พัฒนาเฉดนี้ขึ้นจากการปรับโทนสีหลักดั้งเดิมของแบรนด์ให้ดู softer และลดความอิ่มสีลง

โดยได้แรงบันดาลใจจากเทคโนโลยียุควินเทจและศิลปะร่วมสมัย ผลที่ได้คือสีที่ยังคงความ playful แบบ Nothing แต่ดูเป็นผู้ใหญ่และเข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิม พอใส่กับชุดสตรีทหรือแม้แต่เสื้อยืดธรรมดา มันก็ดูเข้ากันได้โดยไม่ต้องพยายาม

Nothing Ear (open) Blue edition

ในมุมมองของผม นี่คือจุดแข็งที่หูฟังหลายตัวในตลาดทำได้ยาก เพราะส่วนใหญ่ยังติดอยู่กับดีไซน์ที่ดูเป็น “แกดเจ็ตกีฬา” เกินไป Nothing ออกแบบ Ear (Open) มาให้เป็นมากกว่าหูฟัง มันคือ accessory ชิ้นหนึ่งที่อยากให้คนหยิบใส่ทุกวัน โดยไม่รู้สึกว่าตัวเองกำลังใส่หูฟังออกกำลังกาย

Nothing Ear (open) Blue edition

ถ้าตัวหูฟังคือสิ่งที่ต้องพิสูจน์ กล่องของ Nothing ก็คือสิ่งที่ยืนยันให้รู้ว่าเราตัดสินใจถูกแล้วตั้งแต่ยังไม่ได้เปิดใช้งาน เปิดออกมาแล้วรู้สึกได้ทันทีว่าซื้อของคุ้มค่า ทุกชิ้นถูกจัดวางอย่างมีระเบียบ ไม่ยัดเยียด ภายในกล่องมีครบทุกอย่างที่ต้องการ ได้แก่ ตัวหูฟัง Ear (Open) หนึ่งคู่, เคสชาร์จ, สาย USB-C, คู่มือการใช้งาน และเอกสารรับประกันและข้อมูลความปลอดภัย ไม่มีอะไรฟุ่มเฟือย แต่ก็ไม่ขาดอะไรที่ควรมี

Nothing Ear (open) Blue edition
ด้านหน้าและด้านหลังตัวเครื่อง Nothing Ear (open) Blue edition
รอบตัวเครื่อง Nothing Ear (open) Blue edition

สิ่งที่สังเกตได้ทันทีตอนหยิบเคสขึ้นมาคือมันบางกว่าที่คิด ความหนาแค่ 19 มม. ฟังดูเป็นตัวเลข แต่พอถือแล้วเอาใส่กระเป๋าเสื้อก็แทบไม่รู้สึกว่ามีอะไรอยู่เลย Nothing บอกว่านี่คือหนึ่งในเคสชาร์จที่บางที่สุดในกลุ่ม OWS และมันบางจริง ฝาบนโปร่งใสตามสไตล์ Nothing เห็นตัวหูฟังอยู่ข้างในชัดเจน สวย และดูแพงกว่าราคาที่จ่ายไปอยู่นิดหน่อย

กล่องและเคสทำให้คาดหวังขึ้นมาแล้ว ทีนี้ถึงส่วนที่หลายคนลังเลก่อนซื้อหูฟัง open ear ตัวไหนก็คือ “ใส่แล้วหลุดไหม และสบายจริงหรือเปล่า?” เท่าที่ลองมา หูฟังแบบ open ear ส่วนใหญ่มักแพ้ตรงนี้ก่อนเลย ไม่หนักไปก็หลุดง่าย แต่ Ear (Open) ทำให้ต้องคิดใหม่เรื่องนี้ทั้งหมด

Nothing Ear (open) Blue edition
Nothing Ear (open) Blue edition
Nothing Ear (open) Blue edition

ลองหยิบเหรียญสิบบาทขึ้นมาชั่งดู มันหนัก 8.5 กรัม ส่วน Ear (Open) หนักแค่ 8.1 กรัมต่อข้าง นั่นคือเบากว่าเหรียญสิบบาทที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อตอนนี้อีก ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขในสเปกชีต เพราะพอใส่จริงๆ มันคือความรู้สึกที่พิสูจน์ได้ทันที ตะขอเกี่ยวหูทำจากลวดนิกเกิล-ไทเทเนียมที่ยืดหยุ่นพอดีและกดทับหูน้อย

Nothing Ear (open) Blue edition
Nothing Ear (open) Blue edition
Nothing Ear (open) Blue edition
Nothing Ear (open) Blue edition

ส่วนที่สัมผัสผิวหนังเป็นซิลิโคนนิ่มกันเหงื่อ ใส่แล้วรู้สึกสบายตั้งแต่นาทีแรก Nothing ออกแบบระบบสมดุลแบบสามจุด คือด้านหน้า ด้านบน และด้านหลังของหู ทำให้ไม่ได้อาศัยแรงกดเพียงจุดเดียว และยังเอียงทำมุม 50 องศาเพื่อวางลำโพงให้อยู่เหนือใบหูในตำแหน่งที่สบายที่สุด ผลที่ได้คือความรู้สึกแบบ “Feels like Nothing” ที่แบรนด์ชอบพูด ซึ่งครั้งนี้มันพิสูจน์ได้จริง ไม่ว่าจะใส่ทำงาน วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือออกไปเดินข้างนอก ตัวหูฟังอยู่กับที่ตลอด ไม่ต้องคอยเอามือจับ

Nothing Ear (open) Blue edition
Nothing Ear (open) Blue edition

ดีไซน์ดีพอแล้วก็จริง แต่ถ้าสเปกไม่ตามทันก็แค่หูฟังสวย ดังนั้นขอพูดถึงข้างในสักหน่อย เพราะมีบางอย่างที่น่าสนใจกว่าที่คิด ตัวไดรเวอร์ขนาด 14.2 มม. ใช้วัสดุที่เบากว่าหูฟังทั่วไปเกือบ 30% ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องน้ำหนัก

Nothing Ear (open) Blue edition

แต่ความเบานั้นช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของย่านเสียงกลางและสูงได้สูงสุดถึง 3 dB ทำให้เสียงคมชัดและมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยังใช้ไดรเวอร์แบบ Stepped Design ที่เลื่อนตำแหน่งเสียงให้เข้าใกล้หูกว่าไดรเวอร์เส้นตรงทั่วไป ผลคือเสียงที่ได้มีความสม่ำเสมอกว่า โดยไม่ลดทอนความสบายในการสวมใส่ เชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 5.3 รองรับ codec AAC และ SBC

หน้าจอแอพ Nothing X แสดง EQ และการตั้งค่าต่างๆ

การจับคู่กับสมาร์ตโฟนทำได้รวดเร็วทั้ง Android และ iOS รองรับ Google Fast Pair และ Microsoft Swift Pair ด้วย หมายความว่าเปิดฝาเคสแล้วสมาร์ตโฟน Android จะแจ้งเตือนขอจับคู่ทันที ไม่ต้องงมเองในเมนู Bluetooth เลย

หน้าจอแอพ Nothing X แสดง EQ และการตั้งค่าต่างๆ

เมื่อจับคู่เสร็จแล้ว แอพ Nothing X คือตัวที่เปลี่ยนจากหูฟังธรรมดาให้กลายเป็นหูฟังที่ปรับแต่งได้ ใช้งานได้ทั้งบน Android และ iOS เปิดขึ้นมาแล้วได้ทั้งการปรับ EQ แบบ 8-band ขั้นสูง สามารถปรับ Q Factor และความถี่ได้ละเอียดกว่าที่เห็นในหูฟังระดับราคานี้ บันทึก EQ Profile ไว้ได้ แชร์ให้คนอื่นผ่าน QR code หรือดาวน์โหลดโปรไฟล์จากคอมมูนิตี้ได้โดยตรง ในมุมมองของผม ฟีเจอร์นี้เหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากนั่งปรับ EQ เองแต่อยากได้เสียงที่ใช่

หน้าจอแอพ Nothing X แสดง EQ และการตั้งค่าต่างๆ
หน้าจอแอพ Nothing X แสดง EQ และการตั้งค่าต่างๆ
หน้าจอแอพ Nothing X แสดง EQ และการตั้งค่าต่างๆ
หน้าจอแอพ Nothing X แสดง EQ และการตั้งค่าต่างๆ
หน้าจอแอพ Nothing X แสดง EQ และการตั้งค่าต่างๆ

นอกจาก EQ แล้ว ยังมี Customise Controls ให้กำหนดการบีบ Pinch ได้เอง และ Find My Earbuds สำหรับตามหาหูฟังเวลาทำหาย สองฟีเจอร์ที่ใช้บ่อยในชีวิตจริงคือ Low Lag Mode กับ Dual Connection โดย Low Lag Mode ลดความหน่วงของเสียงให้ต่ำกว่า 120 มิลลิวินาที เหมาะกับการเล่นเกม

ถ้าใช้สมาร์ตโฟน Nothing Phone ระบบจะเปิด Low Lag Mode ให้อัตโนมัติเมื่อเข้าสู่ Game Mode โดยไม่ต้องตั้งค่าเพิ่ม ส่วนสมาร์ตโฟนแบรนด์อื่นเปิดเองได้ผ่านแอพ Nothing X ส่วน Dual Connection ทำให้ฟังเพลงจากแล็ปท็อปได้ แล้วพอมีสายโทรเข้าสมาร์ตโฟน เสียงก็สลับมารับสายได้ทันที วางสายแล้วเพลงก็เล่นต่อจากจุดเดิมเลย ไม่มีขาด

หน้าจอแอพ Nothing X แสดง EQ และการตั้งค่าต่างๆ

และสำหรับ ChatGPT integration ที่ Nothing พูดถึง สามารถสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Ear (Open) ได้โดยตรง ซึ่งจะใช้งานได้เต็มที่เมื่อจับคู่กับ Nothing OS บนสมาร์ตโฟน Nothing Phone ส่วนสมาร์ตโฟนแบรนด์อื่นก็ยังเข้าถึงฟีเจอร์อื่นๆ ผ่านแอพ Nothing X ได้อยู่

หลังจากดีไซน์และสเปกที่ทำให้รู้สึกดีมาตลอด คำถามที่สำคัญที่สุดก็มาถึงแล้วคือมันฟังเพลงได้ดีแค่ไหนกันแน่ และนี่คือจุดที่ open ear ทุกตัวในตลาดต้องพิสูจน์ตัวเอง ต้องพูดตรงๆ ก่อนว่าหูฟังแบบ open ear ฟังเสียงดีได้ยากกว่าหูฟังแบบสอดหู เพราะไม่ได้ปิดช่องหู ไม่มีพื้นที่สะสมเสียง เบสที่ได้ยินต้องมาจากไดรเวอร์ล้วนๆ แต่ Ear (Open) แก้ปัญหานี้ด้วยเทคโนโลยีที่ Nothing ลงทุนพัฒนาเอง ไม่ใช่แค่ใช้ไดรเวอร์ใหญ่แล้วหวังผล

หน้าจอแอพ Nothing X แสดง EQ และการตั้งค่าต่างๆ

Custom Diaphragm ถูกออกแบบให้โค้งและแบนลงบริเวณตรงกลาง แทนที่จะเป็นที่ปลายทั้งสองด้านแบบไดรเวอร์ทั่วไป ดีไซน์นวัตกรรมชิ้นนี้อยู่ในขั้นตอนการจดสิทธิบัตรและเป็นเอกสิทธิ์ของ Nothing ช่วยลดความเพี้ยนและเพิ่มมิติของย่านความถี่ต่ำได้อย่างมีนัยสำคัญ ต่อด้วยชั้นเคลือบไทเทเนียมบนไดอะแฟรมที่ทำให้สามารถสั่นได้รวดเร็วโดยไม่บิดงอ ผลคือประสิทธิภาพสูงขึ้นถึง 3 dB (เหนือ 12 kHz) เมื่อเทียบกับไดอะแฟรมกระดาษแบบดั้งเดิม

หน้าจอแอพ Nothing X แสดง EQ และการตั้งค่าต่างๆ
หน้าจอแอพ Nothing X แสดง EQ และการตั้งค่าต่างๆ

เท่าที่ลองมาหลายวัน เสียงที่ได้ค่อนข้างน่าประหลาดใจ ย่านกลางและสูงใสและมีรายละเอียดดีกว่าที่คาด ส่วนเบสมีอยู่จริง แม้จะไม่ได้โหมแบบหูฟัง in-ear ระดับสูง แต่ก็ไม่ได้บางหายอย่างที่กลัว ถ้าอยากเพิ่มก็ใช้ฟีเจอร์ Bass Enhance ในแอพ Nothing X ได้เลย อัลกอริทึมจะตรวจจับสัญญาณย่านความถี่ต่ำแบบ real-time แล้วปรับให้อัตโนมัติโดยไม่ต้องแตะอะไรเพิ่ม

Nothing Ear (open) Blue edition

ข้อดีที่โดดเด่นอีกอย่างของหูฟัง open ear คือการรับรู้สิ่งรอบข้างโดยไม่ต้องถอดออก ฟังเพลงไปก็ยังได้ยินเสียงรอบตัว ใส่เดินข้ามถนนยังปลอดภัย ใส่นั่งคุยกับเพื่อนก็ไม่ต้องถอด แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ Nothing ออกแบบระบบ Sound Seal และลำโพงแบบกำหนดทิศทางเพื่อลดการรั่วไหลของเสียงออกไปรบกวนคนข้าง คลื่นเสียงย้อนกลับถูกสร้างขึ้นที่ช่องอะคูสติกด้านหลังและนำมาซ้อนทับกับคลื่นเสียงจากด้านหน้า ผลคือเสียงถูกส่งตรงเข้าหูได้อย่างแม่นยำ ฟังเองได้เป็นส่วนตัว โดยที่คนนั่งข้างๆ ไม่ต้องหงุดหงิด

Nothing Ear (open) Blue edition

เรื่องการโทรก็ไม่แพ้กัน ไมโครโฟน 2 ตัว ทำงานร่วมกับ Clear Voice Technology ที่เรียนรู้มาจากกว่า 28 ล้านสถานการณ์ ไมโครโฟนสำหรับสนทนาถูกออกแบบให้มีช่องรับเสียงรูปตัว L เพื่อหลีกเลี่ยงการรับลมโดยตรง เสียงโทรออกมาชัดแม้อยู่ในที่มีลมแรง ชอบตรงนี้เป็นพิเศษ

พอพูดเรื่องเสียงครบแล้ว สิ่งที่ตามมาเป็นเรื่องถัดไปในใจของคนซื้อหูฟังทุกตัวคือแบตเตอรี่อยู่ได้นานแค่ไหน Ear (Open) ใช้งานได้นานสูงสุด 8 ชั่วโมงจากตัวหูฟังเพียงอย่างเดียว และเมื่อรวมกับเคสชาร์จก็ยืดได้ถึง 30 ชั่วโมง ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานหลายวันโดยไม่ต้องคิดเรื่องสายชาร์จเลย

ชาร์จเพียง 10 นาที ก็สามารถฟังเพลงได้ต่ออีก 10 ชั่วโมง

แต่ที่น่าสนใจกว่าคือระบบชาร์จเร็ว เพราะชาร์จเพียง 10 นาที ก็สามารถฟังเพลงได้ต่ออีก 10 ชั่วโมง สำหรับคนที่รีบออกจากบ้านแล้วเพิ่งนึกขึ้นมาว่าหูฟังจวนหมด แค่เสียบสายระหว่างแปรงฟันก็พอแล้ว สำหรับการสนทนา Ear (Open) รองรับได้นานถึง 6 ชั่วโมงจากตัวหูฟัง และรวมสูงสุด 24 ชั่วโมงเมื่อใช้ร่วมกับเคส ซึ่งถือว่าครอบคลุมการใช้งานจริงได้ดี ไม่ว่าจะประชุมออนไลน์ยาวหรือโทรคุยระหว่างเดินทาง

พูดเรื่องแบตเตอรี่ครบแล้ว อีกเรื่องที่อยากรู้ก่อนตัดสินใจคือหูฟังตัวนี้จะอยู่รอดกับชีวิตประจำวันได้แค่ไหน โดยเฉพาะถ้าใส่ออกกำลังกายหรือใช้งาน outdoor บ่อยๆ Ear (Open) มาพร้อมมาตรฐาน IP54 ทั้งตัวหูฟังและเคส หมายความว่ากันฝุ่นได้บางส่วนและกันน้ำแบบ splashproof ใช้ได้สบายในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเหงื่อตอนออกกำลังกาย ฝนปรอย หรือโดนละอองน้ำระหว่างทำกิจกรรม outdoor Nothing ยังบอกด้วยว่าตัวหูฟังผ่านการทดสอบเหงื่อที่อุณหภูมิ 55 องศา ซึ่งถ้าใส่วิ่งแล้วเหงื่อออกเยอะก็รับมือได้สบาย

Nothing Ear (open) Blue edition

ในมุมมองของผม IP54 เพียงพอสำหรับหูฟัง open ear ที่ออกแบบมาให้ใส่ทุกวัน มันไม่ใช่หูฟังสำหรับว่ายน้ำหรือใส่ในฝนหนักๆ แต่พอสำหรับคนที่ออกกำลังกาย เดินทาง หรือใช้ชีวิตข้างนอก ใส่วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือเล่นสเก็ตได้ ไม่ต้องกลัวว่าจะเสียหายง่ายๆ

Nothing Ear (open) Blue edition

ผ่านมาทุกมิติแล้ว ถึงเวลาบอกตรงๆ ว่าคุ้มกับการรอหรือเปล่า Nothing Ear (Open) Blue Edition สีใหม่สุดพิเศษนี้น่าใช้ และบอกได้เลยว่าเกินความคาดหวังที่มีตอนแรก เพราะหูฟัง open ear ที่ดูดีและใส่สบายจริงพร้อมกันนั้นหาไม่ง่ายเลย ดีไซน์ที่ blend เข้ากับทุก outfit โดยไม่ดูเป็นหูฟังนักกีฬา น้ำหนักเบา ระบบเสียงที่ดีเกินราคาสำหรับหูฟัง open ear แบตเตอรี่ที่อยู่ได้ทั้งวัน และการจับคู่กับสมาร์ตโฟนที่ไร้รอยต่อทั้ง Android และ iOS แอพ Nothing X ที่ปรับแต่งได้จริงก็เป็นโบนัสที่ดีงามเช่นกัน

Nothing Ear (open) Blue edition

สิ่งที่ควรรู้ก่อนซื้อคือหูฟัง open ear ฟังเสียงไม่เหมือน in-ear ถ้าอยากได้เบสหนักๆ แบบปิดหูก็ไม่ใช่ตัวนี้ แต่ถ้าอยากได้หูฟังที่ใส่ได้ทั้งวัน รับรู้เสียงรอบข้างได้ พกง่าย ดูดี และเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนได้แบบไม่ขาดตอนในเวลาเดียวกัน Ear (Open) Blue Edition สีใหม่ตัวนี้ตอบโจทย์ครบ

ราคาและช่องทางจำหน่าย อย่าพลาดโปรฯ เด็ดๆ

Nothing Ear (Open) Blue Edition สีใหม่ จำหน่ายในราคาพิเศษเพียง 4,199 บาท จากราคาปกติ 4,499 บาท และยังมีสิทธิพิเศษเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ซื้อในช่วงโปรโมชัน ได้แก่ รับฟรี Thermal Cup มูลค่า 999 บาท พร้อมส่วนลดเพิ่มจาก TikTok Shop สูงสุด 20% และจัดส่งฟรีทั่วประเทศ

ช่องทางสั่งซื้อ

ดาวน์โหลดแอพ Nothing X ได้ที่: https://th.nothing.tech/pages/support-software-download

ราคาและช่องทางจำหน่าย อย่าพลาดโปรฯ เด็ดๆ

อย่างไรก็ตาม โปรโมชันนี้มีให้เฉพาะวันที่ 5–7 มิถุนายน 2569 เท่านั้น ใครที่สนใจไม่ควรรอช้า

ดาวน์โหลดแอพ Nothing X ได้ที่: https://th.nothing.tech/pages/support-software-download

ซื้อของดีมาแล้วเรื่อง after service ก็สำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะถ้าต้องซ่อมหรือเคลมในอนาคต Nothing Thailand ดูแลเรื่องนี้ไว้ครอบคลุม ไม่ต้องเป็นห่วงว่าซื้อมาแล้วจะหาคนช่วยไม่ได้

Nothing Ear (open) Blue edition

สำหรับคนที่อยากพูดคุยกับทีมงาน มี Call Center โทรฟรี 1800 018 320 และ 1800 013 896 ถามได้ทั้งปัญหาการใช้งาน ข้อมูลสินค้า หรือต้องการคำแนะนำ ถ้าอยากเข้ามาที่ศูนย์ด้วยตัวเองก็มีศูนย์บริการทั่วประเทศกว่า 10 สาขา รองรับทั้งผู้ใช้ Nothing และ CMF by Nothing

และที่ชอบเป็นพิเศษคือบริการ SPEED-D ที่เซเว่นอีเลฟเว่น ส่งหูฟังเข้าซ่อมหรือรับของคืนผ่านร้านเซเว่นฯ ใกล้บ้านได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปถึงศูนย์บริการ สำหรับคนที่ยุ่งหรืออยู่ไกลศูนย์ฯ บริการนี้ช่วยได้พอสมควร

SHARE
คนเล่าเรื่องไอที ที่เชื่อว่าการได้เดินทางและการพบปะพูดคุยกับผู้คนในสายงานต่าง ที่ไม่คุ้นเคยคือกำไรชีวิต...หลงไหลในการเดินทางเป็นชีวิตจิตใจ ตื่นเต้นทุกครั้งเมื่อได้เจอเจ้าหน้าที่ ตม.
RELATED POSTS
[เล่าเท่าที่เล่น] หัวชาร์จ “BoostCharge Pro 140W 4-Port” ที่สุดของตัวแม่ จ่ายไฟแรง ช่องชาร์จเยอะ
รีวิว “Nothing Headphone (1)” หูฟังดีไซน์โปร่งใส สเปกจัดเต็ม จูนเสียงโดย KEF
แกะกล่องรีวิว “vivo X300 FE” เรือธงจอเล็ก กล้อง ZEISS สุดโปร เทคเดียวก็เอาอยู่ไม่พลาดทุกโมเมนต์

Leave Your Reply

*