News

ภัยไซเบอร์ซุ่มโจมตีผ่านซัพพลายเชน 1 ใน 3 บริษัทตกเป็นเหยื่อ แคสเปอร์สกี้เตือนภัยร้ายที่องค์กรยุคดิจิทัลมักมองข้าม

การโจมตีซัพพลายเชนกลายเป็นภัยคุกคามไซเบอร์อันดับหนึ่งที่องค์กรทั่วโลกต้องเผชิญ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่อยู่ในสภาวะเสี่ยงสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก

จากการศึกษาล่าสุดของ แคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) ผู้นำด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับโลก พบว่าองค์กรธุรกิจทั่วโลกเกือบ 1 ใน 3 หรือคิดเป็น 31% ได้รับผลกระทบจากการโจมตีซัพพลายเชน (Supply Chain Attack — การโจมตีที่มุ่งเป้าไปที่ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย หรือผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ เพื่อแทรกซึมเข้าสู่องค์กรเป้าหมาย) ในช่วงสิบสองเดือนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามประเภทที่พบบ่อยที่สุดในบรรดาภัยไซเบอร์ทั้งหมดที่ถูกบันทึกในรายงานฉบับนี้ ข้อค้นพบดังกล่าวสอดรับกับรายงานของ World Economic Forum ที่ระบุว่าองค์กรขนาดใหญ่เกือบสองในสาม หรือ 65% มองว่าช่องโหว่จากเธิร์ดปาร์ตี้และซัพพลายเชนคืออุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดต่อความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ในยุคดิจิทัลที่ทุกระบบเชื่อมโยงถึงกัน

ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สถานการณ์ยิ่งน่าเป็นห่วงเป็นพิเศษ โดยธุรกิจในประเทศจีนถึง 2 ใน 5 หรือ 40% ระบุว่าตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีซัพพลายเชนในรอบปีที่ผ่านมา ซึ่งสูงที่สุดในภูมิภาคและสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกถึง 9% ตามมาด้วยเวียดนาม (34%) อินเดีย (29%) สิงคโปร์ (26%) และอินโดนีเซีย (20%) ตามลำดับ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นชัดว่าภูมิภาคที่มีห่วงโซ่อุปทานดิจิทัลที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้นอย่างเอเชียแปซิฟิก ย่อมเป็นพื้นที่เสี่ยงที่ผู้ไม่หวังดีมุ่งโจมตีเป็นอันดับต้น

ภัยคุกคามซัพพลายเชนมุ่งเป้าไปที่องค์กรที่มีการเชื่อมต่อมากที่สุดเป็นพิเศษ โดยองค์กรขนาดใหญ่ที่มีพนักงานตั้งแต่ 2,500 คนขึ้นไปรายงานอัตราการโจมตีสูงที่สุดถึง 36% เมื่อเทียบกับองค์กรขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากจำนวนซัพพลายเออร์ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่มากกว่า โดยองค์กรขนาดใหญ่ต้องบริหารจัดการซัพพลายเออร์โดยเฉลี่ยสูงถึงราว 100 รายต่อองค์กร นอกจากนี้ยังมีผู้รับเหมาภายนอกที่ได้รับสิทธิ์เข้าถึงระบบขององค์กรมากกว่า 130 รายสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ เมื่อเทียบกับองค์กรขนาดเล็กที่มีผู้รับเหมาประมาณ 50 ราย ความซับซ้อนนี้เองที่เปิดช่องให้เกิดการโจมตีอีกรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า การโจมตีผ่านความสัมพันธ์ที่เชื่อถือได้ (Trusted Relationship Attack — การโจมตีที่ผู้ไม่หวังดีอาศัยช่องทางการเชื่อมต่อที่ถูกต้องตามกฎหมายระหว่างองค์กรและพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อแทรกซึม)

การโจมตีผ่านความสัมพันธ์ที่เชื่อถือได้ถือเป็นภัยคุกคามที่ติดอันดับ 5 ภัยที่พบบ่อยที่สุดทั่วโลกในรอบปีที่ผ่านมา โดยส่งผลกระทบต่อ 1 ใน 4 ของบริษัททั่วโลก คิดเป็น 25% สำหรับในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สิงคโปร์ โดดเด่นในฐานะตลาดที่ถูกโจมตีด้วยวิธีนี้มากที่สุด โดยองค์กร 1 ใน 3 รายงานว่าเคยเผชิญกับการโจมตีดังกล่าวในช่วงสิบสองเดือนที่ผ่านมา ตามมาด้วยเวียดนาม 27% ขณะที่อินเดีย (23%) อินโดนีเซีย (22%) และจีน (15%) ก็ได้รับผลกระทบในระดับที่มีนัยสำคัญเช่นกัน น่าสังเกตว่าบริษัทในสิงคโปร์ (37%) และอินเดีย (35%) มองว่าการโจมตีประเภทนี้เป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่อันตรายที่สุด ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 26% อย่างมาก ในขณะที่ตลาดอย่างอินโดนีเซีย (21%) จีน (21%) และเวียดนาม (20%) ยังคงประเมินความอันตรายของภัยคุกคามนี้ต่ำกว่าความเป็นจริง แม้ว่าจะเป็นตลาดที่ถูกโจมตีบ่อยก็ตาม

ประเด็นที่น่าเป็นห่วงอีกประการหนึ่งที่รายงานค้นพบคือ แม้การโจมตีซัพพลายเชนและการโจมตีผ่านความสัมพันธ์ที่เชื่อถือได้จะเป็นภัยที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดจริง แต่กลับถูกผู้นำองค์กรจำนวนมากมองข้ามอย่างน่ากังวล เมื่อถูกถามให้จัดอันดับภัยคุกคามตามระดับความอันตราย องค์กรส่วนใหญ่กลับพุ่งความสนใจไปที่ภัยคุกคามที่ซับซ้อนและดูน่าตื่นตระหนกกว่า อย่าง ภัยคุกคามขั้นสูงแบบต่อเนื่อง (APTs), แรนซัมแวร์ หรือภัยจากบุคคลภายใน มากกว่าภัยที่ส่งผลกระทบจริงในชีวิตประจำวัน สะท้อนจากข้อเท็จจริงที่ว่ามีเพียง 9% ของธุรกิจทั่วโลกเท่านั้นที่จัดให้การโจมตีซัพพลายเชนเป็นความกังวลอันดับต้น และมีเพียง 8% เท่านั้นที่ระบุถึงการโจมตีผ่านความสัมพันธ์ที่เชื่อถือได้ว่าเป็นภัยสำคัญ ทั้งที่ผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่าครึ่งยอมรับว่าการโจมตีเหล่านี้สามารถทำให้การดำเนินงานหยุดชะงักได้ทันที ช่องว่างระหว่างการตระหนักรู้ในทฤษฎีกับการลงมือปฏิบัติจริงนี้คือจุดอ่อนที่ผู้ไม่หวังดีพร้อมฉวยโอกาสเสมอ รายงานยังชี้ให้เห็นว่าการโจมตีซัพพลายเชนถูกจัดให้อยู่ใน 3 ภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่อันตรายที่สุดในสายตาของบริษัทในสิงคโปร์ (38%) บราซิล (36%) โคลอมเบีย (36%) และเม็กซิโก (35%) ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก

เซอร์เกย์ โซลดาตอฟ หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการด้านความปลอดภัย แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า “องค์กรธุรกิจกำลังดำเนินงานอยู่ในระบบนิเวศดิจิทัลที่ทุกการเชื่อมต่อ ทุกซัพพลายเออร์ ทุกการบูรณาการ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของโปรไฟล์ความปลอดภัย เมื่อองค์กรต่างๆ มีการเชื่อมต่อกันมากขึ้น ความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ การปกป้ององค์กรสมัยใหม่จึงต้องการแนวทางที่ครอบคลุมทั้งระบบนิเวศ ซึ่งไม่เพียงแต่เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบแต่ละระบบเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเครือข่ายความสัมพันธ์ทั้งหมดที่ทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ด้วย”

เอเดรียน เฮีย กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แคสเปอร์สกี้ กล่าวเสริมว่า “ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ความเสี่ยงด้านซัพพลายเชนและความสัมพันธ์ที่น่าเชื่อถือเผยให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ไม่เท่าเทียมกัน ตลาดอย่างเวียดนามและจีนเผชิญกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่หลากหลายกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก ซึ่งส่งผลให้มีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับการทำงานที่หยุดชะงักที่เกิดจากซัพพลายเชน ในทางกลับกัน สิงคโปร์แสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังที่สูงขึ้นต่อการโจมตีความสัมพันธ์ที่ไว้วางใจนี้ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงกว่าค่าเฉลี่ย อย่างไรก็ตาม เรายังพบว่าการตระหนักรู้ความเสี่ยงไม่ได้สอดคล้องกับช่องโหว่ที่แท้จริงเสมอไป การประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไปอาจขัดขวางการลงทุนด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เหมาะสมอย่างมาก ทำให้องค์กรมีความเปราะบางมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากภัยคุกคามยังคงเติบโตทั้งในด้านขนาดและความซับซ้อน ความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งของซัพพลายเชนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกบ่งชี้ถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างระบบป้องกันที่แข็งแกร่งทั่วทั้งระบบนิเวศ เพื่อป้องกันการหยุดชะงักที่อาจส่งผลกระทบข้ามอุตสาหกรรมและพรมแดน ธุรกิจที่มุ่งมั่นที่จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในภูมิภาคนี้ ต้องมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันด้วยความทุ่มเทเช่นเดียวกับที่ใช้ในการขับเคลื่อนการเติบโต”

แคสเปอร์สกี้ แนะนำให้องค์กรดำเนินมาตรการลดความเสี่ยงซัพพลายเชนอย่างครอบคลุม ได้แก่ การประเมินซัพพลายเออร์อย่างละเอียดก่อนทำข้อตกลง ครอบคลุมทั้งนโยบายความปลอดภัยทางไซเบอร์ ประวัติเหตุการณ์ที่ผ่านมา และการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยของอุตสาหกรรม รวมถึงการตรวจสอบช่องโหว่และการทดสอบเจาะระบบสำหรับซอฟต์แวร์และบริการคลาวด์ การบังคับใช้ข้อกำหนดด้านความปลอดภัยในสัญญาและตรวจสอบให้แน่ใจว่าซัพพลายเออร์ปฏิบัติตามนโยบายและโปรโตคอลการแจ้งเตือนเหตุการณ์ขององค์กรอย่างสม่ำเสมอ การนำมาตรการทางเทคโนโลยีเชิงป้องกันมาใช้ เช่น หลักการสิทธิ์ขั้นต่ำ (Principle of Least Privilege), แนวคิด Zero Trust (ระบบที่ไม่เชื่อถือการเข้าถึงใดๆ โดยอัตโนมัติ แม้แต่ภายในองค์กรเอง) และการจัดการข้อมูลประจำตัวที่ครบถ้วน เพื่อลดความเสียหายหากซัพพลายเออร์ถูกโจมตี การตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานแบบเรียลไทม์ผ่านโซลูชันอย่าง XDR หรือ MXDR ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ Kaspersky Next เพื่อตรวจจับความผิดปกติในซอฟต์แวร์และการรับส่งข้อมูลเครือข่าย การพัฒนาแผนรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ครอบคลุมการโจมตีซัพพลายเชนโดยเฉพาะ รวมถึงขั้นตอนการตัดการเชื่อมต่อซัพพลายเออร์ออกจากระบบอย่างรวดเร็ว และการสร้างความร่วมมือด้านความปลอดภัยกับซัพพลายเออร์เพื่อเสริมสร้างการป้องกันทั้งสองฝ่ายร่วมกัน บริษัทต่างๆ สามารถลดความเสี่ยงในซัพพลายเชนและสร้างความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจได้ก็ต่อเมื่อมีการใช้มาตรการป้องกันทั่วทั้งองค์กรและวางแผนกลยุทธ์ในการสร้างความร่วมมือกับซัพพลายเออร์และผู้รับเหมาอย่างรอบคอบ

SHARE
คนเล่าเรื่องไอที ที่เชื่อว่าการได้เดินทางและการพบปะพูดคุยกับผู้คนในสายงานต่าง ที่ไม่คุ้นเคยคือกำไรชีวิต...หลงไหลในการเดินทางเป็นชีวิตจิตใจ ตื่นเต้นทุกครั้งเมื่อได้เจอเจ้าหน้าที่ ตม.
RELATED POSTS
สรุปข้อมูล “Galaxy S24 series” ทุกอย่าง ที่คุณควรรู้ก่อนเปิดตัว 17 มกราคม นี้
เปิดตัว Samsung Galaxy S10 Lite และ Samsung Galaxy Note 10 Lite ในราคาน่าคบ
TikTok กลับมาให้ดาวน์โหลดบน App Store แล้ว หลังถูกแบนนานกว่า 1 เดือน

Leave Your Reply

*