สมมติว่าคุณนั่งอยู่ในคาเฟ่ เพื่อนข้างๆ ดึงสมาร์ตโฟนออกจากกระเป๋า บางจนแทบไม่น่าเชื่อ สีชมพูดำสะดุดตา แล้วยื่นให้ถือ พอหยิบขึ้นมาปุ๊บ โอ้โห บางจนต้องดูซ้ำว่าจอมันอยู่ตรงไหน!

บอกเลยว่า…ความรู้สึกนั้นแหละที่ทำให้อยากรีวิวตัวนี้ให้ได้ เพราะ TECNO CAMON Slim 5G ไม่ใช่แค่สมาร์ตโฟนที่ดูดีเท่านั้น มันบางเพียง 6.39mm แต่อัดฟีเจอร์มาครบราวกับไม่รู้จักคำว่าตัดทอน อยากเล่นตั้งแต่นั่งเขียนข่าวการเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่เมืองนอกแล้ว

อย่างที่เรารู้กันแล้วว่าในซีรีส์ CAMON ของ TECNO เน้นเรื่องกล้องและดีไซน์มาโดยตลอด และ CAMON Slim 5G ก็สืบทอดจิตวิญญาณนั้นมาแบบไม่หักค่า ภายใต้คอนเซ็ปต์ “สวยพริ้งในบลิ้งเดียว”
ตัวเครื่องมาพร้อมกล้องหลัก 50MP Sony’s LYTIA™ 700C, ระบบ Super-Zoom FlashSnap ที่ถ่ายภาพเคลื่อนไหวให้เองอัตโนมัติ และมาตรฐานกันน้ำระดับสูงสุด IP69K ทั้งหมดนี้ในสมาร์ตโฟนราคาช่วง 15,000 บาท ฟังแล้วอยากรู้ว่าจริงแค่ไหน เราไปดูกันเลย!
หยิบขึ้นมาครั้งแรก วางลงไม่ลงจริงๆ
CAMON Slim 5G มีให้เลือกถึง 4 สี ได้แก่ Rebel Pink (ดำตัดชมพู ฉูดฉาดมากกก), Matisse Black (ดำ-เขียว เท่แบบ low-key), Burgundy Red (แดงเข้มมีออร่า) และ Gossamer White (สีพิเศษที่จะตามมาในเร็วๆ นี้)

สำหรับในบทความรีวิวนี้พวกเราทีมงาน TECHHaus ได้ตัว Rebel Pink สีไฮไลท์มาทดสอบ ซึ่งต้องบอกว่าสีนี้มันส์มากกกกกก ดำดุดันตัดชมพู Hot Pink โดดเด่น พอจับถือแล้วรู้สึกว่าตัวเองดูดีขึ้นทันที (ไม่ได้แกล้งพูด!)

ด้านหน้าเป็นหน้าจอ AMOLED 1.5K อัตราการรีเฟรช 144Hz ขอบบางเฉียบทุกด้าน สีสันสดสวย คมชัด แค่เปิดหน้าจอครั้งแรกก็รู้แล้วว่านี่ไม่ใช่จอธรรมดา ยิ่งเล่นวิดีโอหรือเลื่อนฟีดโซเชียลด้วยความลื่น 144Hz ยิ่งวางแทบไม่ลง

พลิกดูด้านหลัง สิ่งแรกที่สะดุดตาคืออักษร “CAMON” ลายมือสไตล์สคริปต์สีชมพูอันเป็นซิกเนเจอร์ของซีรีส์นี้ ถัดมาคือโมดูลกล้องที่เรียงเป็นแนวตรง เลนส์สามตัวเรียงกันในแนวตั้ง มีขอบสีชมพูล้อมรอบตัดกับสีของตัวเครื่องได้อย่างเฉียบคม โดดเด่นทุกมุมมอง

ด้านขวาของโมดูลมีไฟแฟลช LED วางคู่กับ Indicator Light แยกออกมาต่างหาก ดูเรียบร้อยสะอาดตา ไม่รกเลยสักนิด ภายในโมดูลบรรจุกล้องหลัก 50MP Sony’s LYTIA™ 700C และ Ultra-Wide 8MP ครบครัน

ไล่มาที่ด้านขวา มีปุ่มปรับระดับเสียงและปุ่ม Power สำหรับเปิด-ปิดเครื่องหรือล็อกหน้าจอ กดได้ถนัดมือ ส่วนด้านซ้ายเป็นที่อยู่ของ One-Tap Button ปุ่มลัดที่ตั้งค่าเรียกฟังก์ชันที่ชอบได้เลย ไม่ว่าจะเปิดกล้อง เปิดไฟฉาย หรือเซ็ตเป็นปุ่มลัดสำหรับเล่นเกม สะดวกกว่าที่คิดมาก

ขยับขึ้นมาด้านบน มีไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน, IR Blaster และลำโพงเสียง แล้วเดินต่อลงมาด้านล่าง ครบครันไม่น้อยกว่ากัน เรียงจากซ้ายไปขวาได้เลย ช่องใส่ซิมการ์ด, ไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน, พอร์ต USB Type-C ตรงกลาง และลำโพงเสียงทางขวาสุด พอร์ตพื้นฐานมาครบ ไม่ตัดทอน รอบเครื่องนี้เรียกว่าไม่มีอะไรขาด

เปิดกล่องมาแล้วก็จัดเต็มไม่แพ้กัน ภายในกล่องมาพร้อมเคสแข็งใสรองรับ MagSafe, อะแดปเตอร์ชาร์จ 45W, สาย USB-A และฟิล์มกระจกนิรภัยสำหรับหน้าจอ แกะออกมาแล้วพร้อมใช้ได้ทันที ไม่ต้องวิ่งหาอุปกรณ์เสริมเพิ่มอีก

กล้อง Sony 50MP กับ Super-Zoom FlashSnap ที่ถ่ายภาพให้คุณเองโดยไม่ต้องกดชัตเตอร์
ส่วนที่ทุกคนรอมากที่สุดมาแล้ว! กล้องหลัก 50MP ของตัวนี้ใช้เซนเซอร์ Sony’s LYTIA™ 700C ขนาด 1/1.56 นิ้ว ซึ่งถือว่าใหญ่มากเมื่อเทียบกับสมาร์ตโฟนระดับราคาเดียวกัน พื้นที่รับแสงกว้างกว่าก็หมายความว่าภาพสว่างกว่าและสวยขึ้นโดยเฉพาะในสภาพแสงน้อย มาพร้อมระบบกันสั่น OIS และ Ultra Night Camera ที่ไวต่อแสงในทุกสภาพ เมื่อจับคู่กับกล้อง Ultra-Wide 8MP

แต่สิ่งที่น่าทึ่งจริงๆ คือ Super-Zoom FlashSnap ฟีเจอร์ที่ถ่ายภาพช่วงเวลาดีที่สุดให้คุณเองโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นท่าเต้นที่สมบูรณ์แบบ สัตว์เลี้ยงกำลังกระโดด หรือจังหวะเตะบอล วิธีใช้ง่ายมาก แค่เปิดโหมด Super-Zoom FlashSnap แตะรูปคนมุมซ้ายให้เป็นสีเหลือง แค่นั้นพอ กล้องจะจับการเคลื่อนไหวและถ่ายเองเลย โดยที่ไม่ต้องกดชัตเตอร์สักครั้ง ผลลัพธ์ที่ได้คมชัดทุกเฟรม ไม่มีภาพเบลอให้เสียดาย แบบนี้เรียกได้ว่ากล้องทำงานแทนเราแล้วจริงๆ!



นอกจาก FlashSnap แล้ว โหมดพอร์ตเทรตก็มีให้เลือกถึง 3 ระยะ ทั้ง 24mm เก็บบรรยากาศพื้นหลัง, 35mm มุมธรรมชาติบิดเบี้ยวน้อยที่สุด และ 50mm ระยะคลาสสิกที่ตามองเห็น ยิ่งเลือกถ่ายแต่ละระยะแล้วมาเปรียบกัน ยิ่งเห็นชัดว่าคุณภาพกล้องตัวนี้ไม่ธรรมดาเลย







ที่สนุกกว่านั้นคือ AI Photography ที่มาเสริมอีก ทั้ง AI Snap Poster สร้างโปสเตอร์สินค้าสำหรับสายขายออนไลน์, AI Pet Together รวมรูปคนกับน้องหมาน้องแมวในภาพเดียว




ต่อกันที่กล้องหน้า 32MP มุมกว้าง 89 องศา ก็ยิ่งทำให้เซลฟี่ออกมาคมและสีสดมาก สาย Selfie จะปลื้มแน่นอน และถ้าชอบถ่ายวิดีโอ ลองสังเกต Indicator Light ด้านหลังเครื่องด้วย ซิกเนเจอร์เฉพาะตัวของซีรีส์ CAMON ที่จะสว่างขึ้นทันทีที่กดบันทึก เอาไว้บอกให้คนรอบข้างรู้ว่ากำลัง rec อยู่นะ!



บางแต่ไม่บอบบาง มาตรฐานความแข็งแกร่งทางทหาร

“บางขนาดนี้แล้วยังทนได้ด้วยเหรอ?” ใช่ครับ ทนด้วย! CAMON Slim 5G มาพร้อมมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นสูงสุดพร้อมกันถึง 4 ระดับ ทั้ง IP69K, IP69, IP68 และ IP66 ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่สาดน้ำแรงดันสูงไปจนถึงจุ่มน้ำในระดับความลึก

และเมื่อน้ำไม่ใช่ปัญหา ก็ยังรองรับการถ่ายภาพใต้น้ำได้ด้วยนะ เพียงเปิดโหมด Underwater Photography ตัวเครื่องจะตอบสนองอัตโนมัติทันทีที่สัมผัสน้ำ แถมยังผ่านมาตรฐาน MIL-STD-810 มาตรฐานความแข็งแกร่งทางทหารที่รับรองว่าทนต่อการตกและแรงกระแทกได้อีกด้วย บางได้ แต่ไม่แตกง่าย

ด้านหน้าจอ AMOLED 1.5K 144Hz ก็ไม่ยอมน้อยหน้ากัน เพราะมาพร้อม Wet & Oily Finger Touch Recognition 2.0 ที่ตอบสนองได้แม้นิ้วเปียก มีเหงื่อ หรือคราบไขมัน

ต่อด้วย Rain Touch ที่สัมผัสหน้าจอได้แม้ฝนตกหนัก และ Waterproof Case Touch ที่สั่งงานผ่านเคสกันน้ำได้ด้วย รวมแล้วไม่มีข้ออ้างไหนที่จะหยุดใช้เครื่องได้อีกแล้ว

ใช้งานลื่นทุกอย่าง กดปุ่มเดียวก็ถึงทุกฟังก์ชัน

ข้างในใส่ชิป MediaTek Dimensity 7300e 5G แบบ 8-core พร้อม RAM 8GB + Extended RAM 16GB รวมเป็น 24GB เพิ่มเติมได้ ให้เลือก Storage ได้ทั้ง 128GB และ 256GB ตามใจ สำหรับในรุ่นนี้นั้นทำงานบนระบบปฏิบัติการ HiOS 16 บนพื้นฐาน Android 16 และแน่นอนว่าในเมื่อเมื่อสเปกแน่นขนาดนี้ HiOS ก็ยิ่งลื่นไหลตั้งแต่เปิดเครื่อง สลับแอป จนถึงเล่นเกม ไม่มีสะดุดให้กวนใจเลย



ไฮไลท์เด็ดต้องยกให้ One-Tap Button ปุ่มลัดที่ด้านข้างตัวเครื่องนั้น ใครเคยใช้แล้วจะรู้ว่าขาดไม่ได้จริงๆ ตั้งค่าให้เรียกฟังก์ชันที่ชอบได้ทันที ประหยัดเวลาได้เยอะกว่าที่คิด


ขณะเดียวกัน HiOS ก็มาพร้อม AI Productivity ที่ใช้ได้จริง อย่าง AI Recording Notes ที่ถอดเสียงพูดเป็นข้อความและจับคู่ภาพถ่ายไวท์บอร์ดให้เป็นโน้ตอัตโนมัติ สาย Meeting จะปลื้มมาก!



และยังไม่หมดแค่นั้น เพราะยังมาพร้อมสิทธิ์ TECNO Cloud 256GB ฟรี 3 ปี, Google AI Plus ทดลองใช้ฟรี 3 เดือน, รับประกันความลื่นไหล 60 เดือนโดย TÜV SÜD และรองรับการอัปเกรด OS 3 เวอร์ชันใหญ่ พร้อมอัปเดตความปลอดภัยนาน 5 ปี ของแถมจัดเต็มมากสำหรับสมาร์ตโฟนระดับราคานี้
บางเพียง 6.39mm แต่แบตอยู่ได้ทั้งวัน ไม่ต้องพะวงหม้อชาร์จ

ข้อนี้ต้องพูดถึงเป็นพิเศษเพราะน่าประทับใจมากจริงๆ เครื่องบางแค่ 6.39mm แต่ยัดแบตเตอรี่ความจุถึง 6000mAh มาได้ ไม่ใช่พิมพ์ผิด! และพอใช้งานจริงทั้งวัน ทั้งถ่ายรูป เล่น AI เปิด 5G ดูวิดีโอ แบตก็ยังเหลือพอไปถึงค่ำได้สบาย หลังทดสอบมาระยะหนึ่ง ต้องยอมรับว่าแบตอยู่ได้นานกว่าที่คาดไว้มากทีเดียว เป็นหนึ่งในเรื่องที่ซื้อมาแล้วจะดีใจแน่ๆ


TECNO MagBadge หน้าจอเซลฟี่สุดเทรนด์ที่ต้องลอง


นอกจากตัวสมาร์ตโฟนแล้ว ยังมีไอเทมเสริมที่แตกต่างและสนุกมากอยู่ด้วย TECNO MagBadge คืออุปกรณ์เสริมหน้าจอทรงกลมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ข้างในบรรจุหน้าจอ AMOLED ขนาด 1.73 นิ้ว แบตเตอรี่ในตัว พอร์ต USB-C สำหรับชาร์จ และปุ่มเปิด-ปิด ดูคล้ายสมาร์ตวอตช์แต่ใหญ่กว่า และทำหน้าที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ติดตั้งง่ายมาก เพราะ MagBadge ยึดเข้ากับด้านหลังตัวเครื่องผ่านแม่เหล็กแบบ MagSafe ปุ๊บเดียวก็ติดแน่น หรือจะพกพาใส่ซองยางขนาดเล็กที่ให้มาในกล่องก็ได้ เชื่อมต่อผ่านบลูทูธ แค่ปัดขึ้น-ลงบนหน้าจอก็สลับฟังก์ชันได้เลย ใช้ถ่ายเซลฟี่โดยไม่ต้องยกสมาร์ตโฟน ถ่ายรูปในมุมที่มือเอื้อมไม่ถึง หรือจะเล่น miniGame บน MagBadge ก็ยังได้ รับรองว่าเป็นลูกเล่นที่น่าอวดเพื่อนมากโดยไม่ต้องพูดอะไรเลย


ใช้มาสักพักแล้ว คุ้มค่ากว่าราคาจริงๆ

พูดตรงๆ เลยดีกว่า TECNO CAMON Slim 5G เซอร์ไพรส์ได้มากกว่าที่คิดจากสเปกบนกระดาษ ดีไซน์ Rebel Pink บางเฉียบ 6.39mm จับถือกระชับพกสะดวก แต่สเปกข้างในไม่ได้บางตาม กล้อง Sony’s LYTIA™ 700C และ FlashSnap ถ่ายได้ดีกว่าที่คาด แบตเตอรี่ 6000mAh อยู่ได้ทั้งวัน IP69K กันน้ำได้จริง HiOS ลื่นไหลจริง และ MagBadge ก็สนุกเกินคาด รวมแล้วทุกอย่างมาพร้อมกันในตัวเดียว


ใครกำลังมองหาสมาร์ตโฟนดีไซน์โดดเด่น สเปกคุ้มค่าในงบหมื่นห้า ตัวนี้ตอบโจทย์ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นสาย Content Creator ที่อยากจับภาพเคลื่อนไหวแบบไม่พลาดโมเมนต์ คนใช้ชีวิต Active ที่อยากได้ความทนทานและกันน้ำได้จริง หรือใครที่แค่อยากได้สมาร์ตโฟนที่ดูดีในมือและยิ่งดูดีในภาพถ่าย บอกเลยว่าไม่ผิดหวังแน่นอน!
ราคาและโปรโมชั่น

TECNO CAMON Slim 5G มาจำหน่ายในไทย 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น 24+128GB ราคา 14,999 บาท และรุ่น 24+256GB ราคา 15,999 บาท ทั้งสองรุ่นมาพร้อม RAM 8G (Extended RAM 16GB) รวมเป็น 24GB
สำหรับช่วง Pre-Order ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม ถึง 5 พฤศจิกายน ซื้อความจุใดก็ได้รับฟรี TECNO MagBadge มูลค่า 2,399 บาทไปเลย หลังจากนั้นตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน เป็นต้นไป ก็ยังมีสิทธิ์ซื้อ MagBadge ในราคาพิเศษ 1,199 บาท จากราคาปกติ 2,399 บาท