Reviews-Previews Smartphone

[เล่นแล้วเล่า] แกะกล่องรีวิว “Nothing Phone (4b)” ใสทะลุจอ ฝาหลังไฟกระพริบสุดล้ำ ว้าาาวววว!

ถ้าพูดถึงแบรนด์สมาร์ทโฟนที่กล้าทำในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้า คงหนีไม่พ้น Nothing แบรนด์จากลอนดอนที่มาพร้อมแนวคิดว่า “สมาร์ทโฟนที่ดีไม่ควรเป็นเพียงอุปกรณ์ทรงพลัง แต่ต้องเป็นสิ่งที่ผู้คนอยากหยิบขึ้นมาใช้ทุกวัน”

Nothing Phone (4b)

และครั้งนี้พวกเขามาพร้อมกับ Nothing Phone (4b) สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่ผสานดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์กับสเปกที่อัปเกรดในทุกด้าน ตั้งแต่ระบบกล้อง ชิปเซ็ต ระบบปฏิบัติการ ไปจนถึงแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ Nothing เคยทำมา

Nothing Phone (4b)

ผมได้รับ Nothing Phone (4b) มาใช้งานมาระยะหนึ่งแล้ว และวันนี้จะมาเล่าให้ฟังแบบหมดเปลือกว่า สมาร์ทโฟนเครื่องนี้ “ว้าาาวววว” แค่ไหน ในแบบที่ Nothing เขาการันตีไว้

Nothing Phone (4b) ทั้ง 3 สี วางเรียงกัน Black, White, Blue

ก่อนจะพูดถึงตัวเครื่อง ขอเริ่มจากสิ่งที่ผมเจอตอนเปิดกล่องก่อนเลย เพราะมันบอกอะไรเกี่ยวกับ Nothing ได้เยอะมาก ภาพแรกที่เห็นคือความเป็นระเบียบที่ดูแล้วรู้สึกว่าทุกชิ้นถูกวางมาอย่างตั้งใจ ไม่มีของฟุ่มเฟือย ไม่มีกระดาษเสริมให้ดูหนา

Nothing Phone (4b)
ของในกล่อง Nothing Phone (4b) เรียงครบชุด

ในกล่องมีสายชาร์จ USB-C to USB-C ความยาว 100 ซม. ที่ยาวพอดีใช้งานจริง เคสใสที่ออกแบบมาให้เข้ากับดีไซน์โปร่งใสของตัวเครื่องโดยเฉพาะ ฟิล์มกันรอยที่ติดมาแล้วจากโรงงานไม่ต้องควักเงินซื้อเพิ่ม เข็มจิ้มถาดซิม และคู่มือความปลอดภัยพร้อมใบรับประกัน ครบถ้วนในแบบที่ไม่เกินความจำเป็น ซึ่งก็คือ DNA ของ Nothing แท้ๆ

เข็มจิ้มถาดซิม

พอเปิดกล่องได้ของแล้ว สิ่งแรกที่ทำคือยกขึ้นมาถือ และตอนนั้นเองที่รู้สึกได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่สมาร์ทโฟนธรรมดา น้ำหนักสมดุลมือมาก โครงสร้าง Unibody ที่เชื่อมต่อฝาหลังกับเฟรมอย่างไร้รอยต่อให้ความรู้สึกแข็งแรงและมั่นคง ด้านหลังมาในสไตล์มินิมอลสะอาดตา พร้อมถ่ายทอดเอกลักษณ์ความโปร่งใสของ Nothing ผ่านโมดูลกล้องที่เห็นแล้วรู้ทันทีว่าเป็น Nothing

ตัวเครื่อง Nothing Phone (4b) ด้านหลัง แสดงดีไซน์โปร่งใสและโมดูลกล้อง

พลิกมาดูด้านหน้า หน้าจอ Samsung AMOLED ขนาด 6.77 นิ้ว ให้สีสันสดใส คอนทราสต์ลึก พร้อม Adaptive Refresh Rate 120 Hz ที่ทำให้การเลื่อนหน้าจอลื่นไหลตลอดเวลา ความสว่างสูงสุดถึง 2,000 nits แม้กลางแดดก็มองเห็นชัด รองรับ HDR 10+ และ Touch Sampling Rate สูงสุดถึง 1,000 Hz ตอบสนองทุกการสัมผัสโดยไม่มีดีเลย์แม้แต่น้อย แค่สัมผัสแรกก็รู้แล้วว่าเครื่องนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้อย่างสนุกจริงๆ

ด้านหน้าของ Nothing Phone (4b)

วัสดุโพลีคาร์บอเนตที่เลือกใช้ให้สัมผัสนุ่มนวลเป็นมิตรกับผิว ถือนานๆ ก็ไม่รู้สึกล้ามือ ส่วน Crystal-clear Soft Polymer (TPU) ที่ขึ้นรูปด้วยกระบวนการ Precision Injection พร้อมขอบโค้งแบบ 3D ทำให้พื้นผิวเรียบเนียนจนแทบไม่อยากวางลง มีให้เลือก 3 สีได้แก่ Black, White และ Blue

ด้านบนและด้านล่างของตัวเครื่อง
ด้านขวาและด้านซ้ายตัวเครื่อง

แต่ถ้าพูดถึงส่วนที่ทำให้ Phone (4b) แตกต่างจากสมาร์ทโฟนทุกเครื่องในตลาดอย่างชัดเจนที่สุด ต้องพูดถึงดีไซน์ด้านหลังก่อนเลย ความโดดเด่นของ Phone (4b) ไม่ได้หยุดอยู่แค่ความสวยงาม แต่มันมาพร้อมปรัชญาการออกแบบที่ชัดเจนจากทีม Nothing ในกรุงลอนดอน ที่เชื่อว่าดีไซน์ควรทำให้เทคโนโลยีดูเข้าถึงง่าย มีบุคลิก และสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ Phone (4b) จึงผสานดีไซน์ของ Phone (4a) และ Phone (4a) Pro เข้าด้วยกันอย่างลงตัว

ดีไซน์โปร่งใสและ Glyph Bar ของ Nothing Phone (4b)

และนี่คือจุดที่ดึงสายตามากที่สุด Glyph Bar อินเทอร์เฟซแสงรูปแบบใหม่ที่พัฒนาต่อยอดจาก Phone (4a) ระบบประกอบด้วยโซน Mini-LED สีขาว 4 โซน พร้อมไฟ Recording Light สีแดง 1 ดวง รวม 45 ดวง Mini-LED ที่ควบคุมได้อย่างอิสระ ให้ความสว่างสูงขึ้น 40% เมื่อเทียบกับ Phone (3a) ที่ความสว่างสูงสุดประมาณ 3,500 nits ที่สำคัญคือการใช้งานหลากหลายกว่าที่คิดมาก

Glyph Bar ขณะสว่างแสดงการแจ้งเตือนและ Progress Tracker

ไล่มาตั้งแต่ Flip to Glyph ที่พลิกเครื่องคว่ำแล้วรับการแจ้งเตือนผ่านแสงโดยไม่ต้องดูหน้าจอ ไปจนถึง Progress Tracker ที่ติดตามสถานะดาวน์โหลดหรือการนับเวลาแบบเรียลไทม์ มี Glyph Timer และ Volume Indicator ในตัวด้วย Glyph Bar คือสิ่งที่ทำให้สมาร์ทโฟนเครื่องนี้สื่อสารกับผู้ใช้ได้โดยไม่ต้องเปิดหน้าจอเลย ซึ่งนั่นคือปรัชญาของ Nothing ที่ต้องการลดการรบกวนจากหน้าจออย่างชาญฉลาด

Glyph Bar ขณะสว่างแสดงการแจ้งเตือนและ Progress Tracker

เมื่อดีไซน์โดนใจแล้ว คำถามต่อมาที่ทุกคนถามคือ “กล้องเป็นยังไง” ซึ่งผมต้องบอกว่า Phone (4b) ไม่ได้ปล่อยให้หัวข้อนี้ผ่านไปแบบธรรมดาๆ เลย เครื่องนี้มาพร้อมระบบกล้องคู่ ประกอบด้วยกล้องหลัก 50MP พร้อม OIS บนเซ็นเซอร์ Samsung JNS ขนาด 1/2.76 นิ้ว รองรับการถ่ายวิดีโอ 4K 30fps ที่นิ่งและลื่นไหลด้วยการทำงานร่วมกันของ OIS และ EIS กล้อง Ultra-wide 8MP ที่มีมุมรับภาพกว้างถึง 119.5° เหมาะสำหรับถ่ายภาพวิว ภาพหมู่ และฉากกว้าง

โมดูลกล้องด้านหลัง Nothing Phone (4b)

สิ่งที่ขับเคลื่อนคุณภาพภาพทั้งหมดนี้คือ TrueLens Engine 4 ระบบ Computational Photography รุ่นใหม่ที่ผสานอัลกอริทึม AI เพื่อถ่ายทอดรายละเอียด สี และแสงให้ใกล้เคียงกับสิ่งที่สายตามองเห็น มาพร้อม Ultra XDR Photo ที่ให้ภาพสดใสกว่าเดิม AI Semantic Segmentation ที่แยกวัตถุออกจากพื้นหลังได้แม่นยำ Portrait Mode ที่ปรับปรุงความคมชัดและ Skin Tone ให้สวยขึ้น และ Night Mode ที่ตอบสนองได้รวดเร็วโดยไม่เสียคุณภาพ

ตัวอย่างภาพถ่าย
ตัวอย่างภาพถ่าย

พูดถึง Night Mode แล้วต้องเล่าให้ฟัง เพราะนี่คือจุดที่ผมทดสอบแล้วประทับใจที่สุด Night Mode ของ Phone (4b) ให้ Preview ที่แม่นยำกับสภาพแสงจริงในฉาก ไม่ฝืนสว่างเกินจริง รายละเอียดในเงามืดยังเห็นชัดเจน ขณะที่ไฟในเฟรมก็ไม่โอเวอร์บลอว์ บวกกับ OIS ที่ช่วยลดการสั่นไหวในเวลากลางคืน ทำให้ได้ภาพที่คมชัดโดยไม่ต้องพึ่งขาตั้งกล้องเลย

ตัวอย่างภาพถ่าย
ตัวอย่างภาพถ่าย
ตัวอย่างภาพถ่าย

ส่วนกล้องหน้า 16MP มุมรับภาพ 81° ก็ไม่ได้ถูกมองข้ามเลย ภาพ Selfie ออกมาคมชัด Skin Tone สวยเป็นธรรมชาติ ไม่ถูกทำให้ขาวหรือเนียนเกินจริงแบบที่หลายเครื่องทำ TrueLens Engine 4 ทำงานร่วมกับกล้องหน้าด้วยเช่นกัน

กล้องหน้า 16MP

ทำให้ Portrait Mode กล้องหน้าตัดขอบได้แม่นยำ แยกผมและใบหน้าออกจากพื้นหลังได้ดีแม้ในแสงน้อย และถ่ายวิดีโอกล้องหน้าก็ให้ภาพที่นิ่งและสีสันสวยงาม เหมาะมากสำหรับ Vlog หรือ Live สดที่ต้องการภาพคมชัดทุกสภาวะแสง

ตัวอย่างภาพ Selfie
ตัวอย่างภาพ Selfie
ตัวอย่างภาพ Selfie
ตัวอย่างภาพ Selfie

นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ที่นักทำคอนเทนต์ต้องชอบอย่าง Dual Video Capture ที่บันทึกภาพจากกล้องหน้าและกล้องหลังพร้อมกัน แถมยังลากตำแหน่งกล้องหน้าได้อย่างอิสระบนหน้าจอตามมุมที่ต้องการ

ฟีเจอร์ Dual Video Capture

ส่วนแอปกล้องและ Gallery ก็ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดใน Nothing OS 4.1 มาพร้อม Preset ส่วนตัวที่สร้างและแชร์ได้ ฟิลเตอร์ใหม่อย่าง Disco Filter และ DV Filter สไตล์ฟิล์มวินเทจ และ Nothing Gallery ที่รองรับ AI-powered Classification และ AI Eraser ครบทุกอย่างที่นักถ่ายภาพต้องการในเครื่องเดียว

ฟิลเตอร์ใหม่อย่าง Disco Filter และ DV Filter สไตล์ฟิล์มวินเทจ
หน้าจอแอปกล้องใหม่และฟิลเตอร์สี
หน้าจอแอปกล้องใหม่และฟิลเตอร์สี

เมื่อกล้องโดนใจแล้ว ก็ต้องมาดูว่าอะไรอยู่เบื้องหลังที่ขับเคลื่อนทุกอย่างให้ทำงานได้ลื่นไหล Phone (4b) วิ่งด้วย Qualcomm Snapdragon 6 Gen 4 แบบ 8 คอร์ ความเร็วสูงสุด 2.3 GHz พร้อม On-device AI Engine ของ Qualcomm ที่ให้ประสิทธิภาพ CPU สูงขึ้น 15% กราฟิกดีขึ้น 25% และความสามารถด้าน AI เพิ่มขึ้นถึง 240%

ชิปเซ็ต Snapdragon 6 Gen 4

เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน คะแนน Antutu ทะลุ 750,000 คะแนน รองรับเกมอย่าง BGMI และ Call of Duty Mobile สูงสุดที่ 120 fps พร้อม RAM 8GB ที่มี RAM Booster ขยายได้สูงสุดถึง 20GB

หน้าจอ Nothing OS 4.1

เพื่อให้ Snapdragon ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องโดยไม่สะดุด Nothing ติดตั้ง Vapor Chamber ขนาด 4,400 mm² ที่กระจายความร้อนได้ทั่วด้านหลังตัวเครื่อง ช่วยลดอุณหภูมิได้สูงสุด 1°C ระหว่างการเล่นเกม ผลลัพธ์คือประสิทธิภาพที่เสถียรแม้ใช้งานหนักต่อเนื่องเป็นเวลานาน สำหรับนักเล่นเกมโดยเฉพาะ Game Mode ที่ปรับแต่งได้ยังช่วยลดสิ่งรบกวนและเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องในทันที

ทดสอบเล่นเกม

เมื่อพูดถึงซอฟต์แวร์ Nothing OS 4.1 ถูกพัฒนาให้ลื่นไหลสมกับชิปเซ็ตที่ทรงพลัง ทีมพัฒนาปรับแต่ง Animation Curve ภายในระบบ Scrolling Framework ใหม่ทั้งหมด เพิ่ม Frame Interpolation

Nothing OS 4.1

สำหรับแอปที่ใช้ทรัพยากรสูง ทำให้ทุกการปัดหน้าจอรู้สึกเป็นธรรมชาติจริงๆ การสลับแอปก็เป็นไปอย่างต่อเนื่องไม่สะดุด ผมลองเปิด YouTube และ Netflix เพื่อทดสอบหน้าจอ

ทดสอบหน้าจอ
ทดสอบหน้าจอ

ต้องบอกว่าหน้าจอ Samsung AMOLED ของเครื่องนี้ให้สีสันสดใส ระดับดำลึก รองรับ HDR 10+ ดูคอนเทนต์แล้วน่าประทับใจมาก
Blastoise มาพร้อมหน้าจอ Samsung AMOLED ขนาด 6.77 นิ้ว ที่ให้ความละเอียดสูง สีสันสดใส คอนทราสต์ลึก และการตอบสนองต่อการสัมผัสที่รวดเร็วเป็นพิเศษ เพื่อมอบประสบการณ์การรับชมที่ยอดเยี่ยมในทุกการใช้งาน

ทดสอบหน้าจอคมชัด สดใส และตอ สนองได้อย่างยอดเยี่ยม

ส่วนลำโพง Stereo คู่ที่ปรับได้ถึง 160 ระดับเสียง ให้เสียงที่ชัดและมีรายละเอียด ไม่ว่าจะดูหนัง เล่นเกม หรือฟังเพลง ก็ให้ประสบการณ์ที่ครบในเครื่องเดียว


Dual Stereo Speakers

ไม่เพียงแค่นั้น Nothing OS 4.1 ยังมาพร้อมการออกแบบ UI ใหม่ทั้งชุด ตั้งแต่ชุดไอคอนใหม่ Quick Settings ที่เรียบง่ายขึ้น หน้าจอล็อกแบบ Depth Effect ที่ให้วอลเปเปอร์ผสานกับนาฬิกาได้อย่างมีมิติ Extra Dark Mode ช่วยถนอมแบตและสายตา Pop-up View สำหรับมัลติทาสก์ และ Live Updates ที่แสดงข้อมูลเรียลไทม์ทั้งบน AOD, Lock Screen, Status Bar และ Glyph Bar โดยไม่ต้องเปิดแอป ทั้งหมดนี้รวมกันให้ความรู้สึกที่ว่า OS เครื่องนี้ถูกคิดมาเพื่อผู้ใช้จริงๆ ไม่ใช่แค่ใส่ฟีเจอร์ให้ดูเยอะ

เมื่อ OS ลื่นไหลแล้ว Nothing ยังไปอีกขั้นด้วยการฝัง AI เข้ามาในการใช้งานประจำวันผ่าน Essential Key ปุ่มพิเศษที่ตำแหน่งได้รับการปรับใหม่ให้ใช้งานได้เป็นธรรมชาติและลดการกดโดยไม่ตั้งใจ


ปุ่ม Essential Key

วิธีใช้งานมีสามแบบ กดหนึ่งครั้งเพื่อจับภาพหรือบันทึกข้อมูลแล้วกด Enter เพื่อบันทึกเข้า Essential Space กดสองครั้งเพื่อเข้าสู่ Essential Space โดยตรง และกดค้างเพื่อบันทึก Voice Note ปุ่มนี้เป็นประตูสู่ระบบนิเวศ Essential ทั้งหมดของ Nothing ซึ่งแต่ละฟีเจอร์ต่อเนื่องและส่งเสริมกันอย่างชาญฉลาด

ฟีเจอร์ AI ต่างๆ ใน Nothing

เริ่มจาก Essential Space ที่ทำหน้าที่เป็นความจำชุดที่สองของคุณ ขับเคลื่อนด้วย AI ช่วยจัดระเบียบความคิด แรงบันดาลใจ และข้อมูลสำคัญในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากหน้าจอ เว็บไซต์ รูปภาพ การบันทึกการโทร หรือการประชุม ระบบจะวิเคราะห์และจัดระเบียบทุกอย่างอย่างชาญฉลาด เพื่อให้คุณย้อนกลับมาทบทวนได้ง่ายเมื่อต้องการ

ฟีเจอร์ AI ต่างๆ ใน Nothing

ต่อยอดด้วย Essential Search ที่ขยายการค้นหาให้ไปไกลกว่าแค่ค้นหาในเครื่อง เพียงปัดขึ้นจากด้านล่างของหน้าจอก็สามารถค้นหาทุกสิ่ง ตั้งแต่รายชื่อผู้ติดต่อ ข้อมูลในเครื่อง ไปจนถึงข้อมูลเรียลไทม์อย่างสภาพอากาศและผลการแข่งขันกีฬา

ฟีเจอร์ AI ต่างๆ ใน Nothing

ซึ่งสิ่งที่ทำให้ Essential Search ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ คือ Essential Memory ที่ทำหน้าที่เป็นสมองกลาง เชื่อมต่อระหว่าง Essential Space และ Essential Search วิเคราะห์และจัดระเบียบข้อมูลทั้งหมด เรียนรู้พฤติกรรมของคุณ เพื่อให้ดึงความทรงจำที่ต้องการกลับมาได้แม้เวลาผ่านไปนาน เมื่อคุณจำเวลาประชุม บทความ หรือข้อมูลบางอย่างไม่ได้ เพียงค้นหาผ่าน Essential Search ระบบก็จะช่วยดึงสิ่งนั้นกลับมาให้

ฟีเจอร์ AI ต่างๆ ใน Nothing

ฟีเจอร์ที่ทำให้ผมทึ่งที่สุดในบรรดา Essential ทั้งหมดคือ Essential Voice หรือ Voice to Text AI แค่พูดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ระบบจะแปลงเสียงพูดให้เป็นข้อความที่เรียบเรียงอย่างสละสลวย ลบคำฟุ่มเฟือย แก้ไขข้อผิดพลาด และปรับโทนภาษาให้เหมาะกับบริบท ไม่ว่าจะเป็นอีเมล ข้อความแชท หรือข้อความทางการ แถมยังแปลงเสียงเป็นข้อความในอีกภาษาได้ทันที รองรับสูงสุด 12 ภาษา และหากอยากสร้างเครื่องมือเป็นของตัวเอง Essential Apps ช่วยให้คุณสร้างแอปขนาดเล็กส่วนตัวได้เองโดยไม่ต้องเขียนโค้ดสักบรรทัด แค่บอก AI ว่าต้องการเครื่องมืออะไร ระบบก็จะจัดการให้

ฟีเจอร์ AI ต่างๆ ใน Nothing

ความสนุกยังไม่หมดเพียงแค่นั้น เพราะ Essential Widgets เปิดให้ทุกคนออกแบบและเผยแพร่ Widget ของตัวเองได้ AI จะเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็น Widget ที่ใช้งานได้จริง แล้วยังแชร์ ซื้อขาย และค้นพบ Widget จากชุมชน Nothing ได้อีกด้วย ทั้งหมดนี้รวมอยู่ใน Creator Playground แพลตฟอร์มที่รวมทุกความเป็นไปได้ด้านความคิดสร้างสรรค์ไว้ในที่เดียว ตั้งแต่ Essential Apps, Glyph Toys, Camera Presets ไปจนถึง EQ Profiles

ยิ่งใช้งานได้ครบเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องการแบตที่อึดเท่านั้น และ Nothing ก็ตอบโจทย์ตรงนี้อย่างจริงจัง ด้วยแบตเตอรี่ 5,200 mAh ซึ่งเป็นแบตที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ Nothing เคยใส่ไว้ในสมาร์ทโฟน และยังเป็นครั้งแรกที่สมาร์ทโฟน Nothing สามารถใช้งานได้นานสูงสุดถึง 2 วันต่อการชาร์จเพียงครั้งเดียว

แบตเตอรี่ 5,200 mAh รองรับชาร์จเร็ว 33W

ผมใช้งานมาระยะหนึ่งแล้วยืนยันว่าอึดมากจริงๆ ใช้งานหนักทั้งวันทั้งถ่ายรูป เล่นเกม ดูวิดีโอ ก็ยังเหลือพอข้ามคืนได้สบาย รองรับการชาร์จเร็ว 33W และมาพร้อม Safe Cell Technology ที่เพิ่มความทนทานต่อแรงกระแทกและช่วยลดความเสี่ยงจากไฟไหม้ แถมยังคงความจุแบตเตอรี่ได้ถึง 90% หลังชาร์จครบ 1,200 รอบ หรือประมาณ 3 ปีของอายุการใช้งาน

แบตอึดแล้ว แต่ถ้าตัวเครื่องไม่ทนก็ใช้ไม่ได้เต็มที่ ข้อนี้ก็ไม่ต้องเป็นห่วงเช่นกัน Phone (4b) ผ่านการรับรองมาตรฐาน IP64 รองรับการป้องกันฝุ่นและละอองน้ำ พร้อมผ่านการทดสอบการใช้งานใต้น้ำลึก 25 เซนติเมตร นานสูงสุด 20 นาที โครงสร้างตัวเครื่องยังได้รับการปรับปรุงให้มีความแข็งแรงต่อการบิดงอเพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน เรียกได้ว่าพร้อมรับทุกสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะหยิบถ่ายรูปตากฝน เดินแคมป์ หรือวางไว้ข้างๆ ระหว่างออกกำลังกาย ก็ทำได้สบายใจ

หลังจากที่ผมใช้ Nothing Phone (4b) มาระยะหนึ่ง สิ่งที่รู้สึกได้ชัดเจนที่สุดคือสมาร์ทโฟนเครื่องนี้ไม่ได้พยายามจะเป็นแค่อุปกรณ์สื่อสาร มันถูกออกแบบมาให้มีบุคลิก ให้คนอยากหยิบขึ้นมาใช้ และให้รู้สึกว่าการใช้งานสมาร์ทโฟนไม่ควรเป็นเรื่องน่าเบื่อ ตั้งแต่ดีไซน์ที่หยิบขึ้นมาแล้วอยากถือต่อ Glyph Bar ที่ทำให้เครื่องสื่อสารกับเราโดยไม่ต้องเปิดหน้าจอ ระบบกล้องที่ใช้งานสนุกและได้ภาพดีทั้งกลางวันและกลางคืน Nothing OS 4.1 ที่ลื่นไหลและไม่มีแอปขยะ ไปจนถึงระบบ Essential ที่ค่อยๆ เรียนรู้และเข้าใจตัวเราได้มากขึ้นเรื่อยๆ ทุกอย่างถูกคิดมาอย่างตั้งใจ เพื่อให้ประสบการณ์การใช้งานสมาร์ทโฟนรู้สึกดีขึ้นจริงๆ ไม่ใช่แค่สเปกบนกระดาษ

Nothing Phone (4b)

ซื้อสมาร์ทโฟนดีมาแล้ว สิ่งที่ตามมาคือความมั่นใจว่าหากมีปัญหาจะได้รับการดูแลอย่างดี Nothing Thailand เตรียมความพร้อมในด้านนี้ไว้ครบครัน ทั้ง Call Center ที่พร้อมรับสาย ศูนย์บริการ 10 แห่งทั่วประเทศ และบริการส่งซ่อม SPEED-D ที่สะดวกที่สุดเพราะรับ-ส่งผ่านเซเว่นอีเลฟเว่นได้เลย โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปศูนย์เอง รองรับทุกไลฟ์สไตล์การใช้งานอย่างแท้จริง

Nothing Phone (4b)

สุดท้ายที่หลายคนรอคือเรื่องราคา Nothing Phone (4b) มาพร้อมสเปก 8+128GB ในราคา 13,999 บาท มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Black, White และ Blue วางจำหน่ายผ่าน Nothing Official Store และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

ราคาและโปรโมชั่น Nothing Phone (4b) อย่างเป็นทางการ

พิเศษสำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อระหว่างวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ถึง 13 กันยายน 2569 รับสิทธิ์รับประกันตัวเครื่องนาน 2 ปี ครอบคลุมทุกช่องทางการจำหน่ายที่ร่วมรายการ ใครที่สนใจอย่าลืมติดตามโปรโมชั่นเปิดตัว รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอนครับ

SHARE
คนเล่าเรื่องไอที ที่เชื่อว่าการได้เดินทางและการพบปะพูดคุยกับผู้คนในสายงานต่าง ที่ไม่คุ้นเคยคือกำไรชีวิต...หลงไหลในการเดินทางเป็นชีวิตจิตใจ ตื่นเต้นทุกครั้งเมื่อได้เจอเจ้าหน้าที่ ตม.
RELATED POSTS
พรีวิว “Nokia 2720 Flip” ฝาพับสุดคลาสิก ปุ่มใหญ่ใช้งานง่าย รองรับ 4G ราคา 2,790 บาท
พรีวิว “Belkin Boost Charge Pro 3-in-1” แท่นชาร์จไร้สาย Qi2
แกะกล่องรีวิว “HONOR 600 Series” สมาร์ตโฟน AI Imaging Flagship กล้อง 200MP แบตอึด 7,000mAh อึดข้ามวัน ในราคาที่จับต้องได้

Leave Your Reply

*