News

เผยโฉม 10 ฟีเจอร์เด็ด iPhone 18 Pro ก่อนใคร! มาพร้อม Dark Cherry, Dynamic Island ขนาดเล็กลง และชิป A20 Pro ขั้นเทพ

แม้ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max จะยังไม่เปิดตัวจนกว่าจะถึงเดือนกันยายน แต่ข่าวลือที่หลั่งไหลออกมาอย่างต่อเนื่องนั้นชวนให้ตื่นเต้นยิ่งกว่าที่คิด

ในช่วงแรก มีรายงานว่า iPhone 18 Pro จะมาพร้อมระบบ Face ID แบบซ่อนใต้จอทั้งหมด โดยเหลือเพียงกล้องหน้าที่มองเห็นได้ที่มุมบนซ้ายของหน้าจอ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดระบุว่า Apple จะย้ายเพียงส่วนประกอบเดียวของ Face ID ลงใต้หน้าจอเท่านั้น ซึ่งส่งผลให้ Dynamic Island มีขนาดเล็กลง แต่ยังคงมีอยู่

เริ่มจากด้านสีสัน แหล่งข่าวระบุว่า iPhone 18 Pro จะมาในสีใหม่ที่ชื่อว่า Dark Cherry พร้อมด้วยตัวเลือกสีอย่าง Light Blue, Dark Gray และ Silver ขณะที่สีเดิมอย่าง Cosmic Orange และ Deep Blue จะถูกยกเลิกออกจากไลน์อัป สีแดงเข้ม Dark Cherry ดูเป็นตัวเลือกที่หรูหราและแตกต่างจากสีที่ Apple เคยนำเสนอมาก่อน

ถัดมาในด้านดีไซน์หน้าจอ iPhone 18 Pro คาดว่าจะมี Dynamic Island ที่เล็กลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจาก Apple จะย้าย flood illuminator ซึ่งเป็นส่วนประกอบของระบบ Face ID ที่ทำหน้าที่ฉายแสงอินฟราเรดเพื่อสแกนใบหน้า ไปซ่อนไว้ใต้หน้าจอ ส่งผลให้พื้นที่แสดงผลในแถบบนของจอกว้างขึ้น

ในแง่ของเทคโนโลยีหน้าจอ รุ่น Pro ทั้งสองจะยังคงดีไซน์โดยรวมเดิมจาก iPhone 17 Pro รวมถึงขนาดหน้าจอ 6.3 นิ้ว และ 6.9 นิ้ว พร้อมส่วนยกสำหรับกล้องหลังสามตัวในแบบ “plateau” แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือการใช้เทคโนโลยีจอแสดงผลแบบ LTPO+ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยปรับอัตราการรีเฟรชหน้าจอแบบไดนามิกเพื่อประหยัดพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนานยิ่งขึ้นตามไปด้วย

ฟีเจอร์ที่น่าจับตามองเป็นพิเศษคือกล้อง Fusion ความละเอียด 48 เมกะพิกเซลที่จะมาพร้อมระบบ Variable Aperture หรือรูรับแสงปรับได้ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้ควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเลนส์เข้าสู่เซ็นเซอร์ได้มากขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อ Depth of Field หรือความชัดลึกของภาพถ่าย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสมาร์ตโฟนมีข้อจำกัดด้านขนาดเซ็นเซอร์รับภาพ ยังไม่ชัดเจนว่าฟีเจอร์นี้จะสร้างความแตกต่างได้มากน้อยเพียงใดในทางปฏิบัติเมื่อเทียบกับกล้องมืออาชีพ

ในด้านประสิทธิภาพ iPhone 18 Pro จะขับเคลื่อนด้วยชิป A20 Pro รุ่นใหม่ล่าสุดจาก Apple ที่ผลิตด้วยกระบวนการผลิต 2 นาโนเมตร (2nm) ของ TSMC ก้าวข้ามจากชิป A19 Pro ที่ใช้กระบวนการ 3nm สถาปัตยกรรม 2nm ร่วมกับการออกแบบ packaging แบบใหม่ คาดว่าจะมอบประสิทธิภาพการประมวลผลและการประหยัดพลังงานที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละรุ่น

iPhone 18 Pro ยังจะมาพร้อมโมเด็ม C2 ซึ่งเป็นรุ่นที่สามในซีรีส์โมเด็มที่ Apple พัฒนาขึ้นเอง ต่อยอดจากโมเด็ม C1 ที่เปิดตัวครั้งแรกใน iPhone 16e และ C1X ใน iPhone Air โดย Apple ระบุว่าโมเด็ม C1X มีความเร็วสูงกว่า C1 ถึง 2 เท่า และประหยัดพลังงานมากที่สุดในประวัติศาสตร์ iPhone ซึ่งความก้าวหน้าเหล่านี้คาดว่าจะได้รับการพัฒนาต่อยอดในโมเด็ม C2 รุ่นถัดไป

หนึ่งในไฮไลต์ที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือการรองรับ 5G ผ่านดาวเทียม (5G via Satellite) ที่มาพร้อมกับโมเด็ม C2 ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้ iPhone 18 Pro สามารถท่องอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่ต้องอาศัยสัญญาณ Wi-Fi หรือเครือข่ายมือถือในพื้นที่ใดก็ตาม ถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตยุคถัดไป

นอกจากนี้ iPhone 18 Pro ยังคาดว่าจะมาพร้อมชิป N2 รุ่นใหม่ที่พัฒนาต่อจากชิป N1 ซึ่งรองรับ Wi-Fi 7, Bluetooth 6 และ Thread ที่ใช้อยู่ใน iPhone 17 และ iPhone Air แม้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสามารถของ N2 ยังไม่ได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ

สำหรับปุ่ม Camera Control ที่เปิดตัวครั้งแรกใน iPhone 16 นั้น Apple คาดว่าจะปรับให้เรียบง่ายขึ้น โดยตัดฟังก์ชันสัมผัสและแรงสั่นสะเทือน (haptic feedback) ออก เหลือเพียงการรับแรงกดอย่างเดียวเท่านั้น และสุดท้าย บริเวณด้านหลังของตัวเครื่องในส่วน Ceramic Shield สำหรับ MagSafe จะได้รับการปรับดีไซน์ให้ดูเรียบเนียนและมีฟินิชแบบ frosted มากขึ้น แตกต่างจากดีไซน์สองโทนสีของรุ่นปัจจุบัน

Apple คาดว่าจะเปิดตัว iPhone 18 Pro, iPhone 18 Pro Max และ iPhone แบบพับได้ในเดือนกันยายน ตามด้วย iPhone 18 รุ่นมาตรฐาน, iPhone 18e รุ่นประหยัด และ iPhone Air รุ่นที่สองในช่วงต้นปีถัดไป

อ้างอิง | Macrumors.com

SHARE
คนเล่าเรื่องไอที ที่เชื่อว่าการได้เดินทางและการพบปะพูดคุยกับผู้คนในสายงานต่าง ที่ไม่คุ้นเคยคือกำไรชีวิต...หลงไหลในการเดินทางเป็นชีวิตจิตใจ ตื่นเต้นทุกครั้งเมื่อได้เจอเจ้าหน้าที่ ตม.
RELATED POSTS
นักวิเคราะห์เผย MacBook Pro รุ่นใหม่อาจพาพอร์ต HDMI และ SD Card กลับมา
สรุปสเปค iPhone 17e รุ่นประหยัดตัวจริงจาก Apple กำลังจะมา สเปคไหนเปลี่ยน สเปคไหนเหมือนเดิม?
“Microsoft” ประเทศไทย ประกาศราคา “Surface Go 3” เริ่มต้น 14,999 บาท

Leave Your Reply

*