realme กลับมาอีกครั้งพร้อมสองรุ่นที่พูดถึงกันมากที่สุดในช่วงนี้ ทั้ง realme 16 Pro+ 5G และ realme 16 Pro 5G โดยรุ่นพี่มาในฐานะ “200MP Portrait Master” สมาร์ตโฟนสายภาพพอร์ตเทรตโดยเฉพาะ ส่วนรุ่นน้องก็ไม่ได้น้อยหน้า มาพร้อมกล้องชุดเดียวกันในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า

ถ้าคุณเคยถ่ายรูปแล้วรู้สึกว่า “ภาพออกมาไม่ได้ดั่งใจ” บทความนี้อาจเปลี่ยนใจคุณได้ ทั้งสองรุ่นมีอะไรน่าสนใจบ้าง? อ่านต่อได้เลย
realme 16 Pro+ 5G สมาร์ตโฟนสายภาพที่รอคอยมานาน
สิ่งแรกที่สังเกตได้ทันทีเมื่อหยิบ realme 16 Pro+ 5G ขึ้นมาคือผิวสัมผัสด้านหลัง มันนุ่มละเอียดคล้ายหนังแท้ แต่ไม่ใช่พลาสติกธรรมดา realme เรียกมันว่า วัสดุซิลิโคนออร์แกนิก ที่ผลิตจากฝ้ายพืชหมุนเวียน เป็นครั้งแรกในอุตสาหกรรมสมาร์ตโฟน


ความรู้สึกในมือคือ “จับได้ทั้งวันโดยไม่รู้สึกเมื่อย” เพราะเส้นโค้งของตัวเครื่องเชื่อมกันอย่างต่อเนื่องจากด้านหลังถึงกรอบข้างและหน้าจอ ไม่มีจุดที่ขอบกดทับฝ่ามือ จับแล้วรู้สึกนุ่มมือ ไม่ลื่น และยังทนรอยขีดข่วนได้ดีอีกด้วย

โมดูลกล้องด้านหลังก็ต้องพูดถึง เพราะใช้การเคลือบ PVD แบบเดียวกับนาฬิกาหรู ให้พื้นผิวที่ขัดเงาแวววาว ดูต่างจากกล้องสมาร์ตโฟนรุ่นอื่นในตลาดอย่างเห็นได้ชัด กรอบกล้องชุบเงาด้วยกระบวนการ Electroplating ให้ผิวเนียนและดูพรีเมียมตลอดแนว

หน้าจอโค้งสี่ด้าน สว่างจนดูกลางแดดได้
หน้าจอ HyperGlow 4D Curve+ 144Hz ออกแบบให้โค้งทั้งสี่ด้าน ทำให้จับถนัดมือและรู้สึกกลมกล่อมในฝ่ามือ ไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่ใช้งานจริงก็สบายกว่าจอขอบตรงมาก

ความสว่างสูงสุด 6,500 nits หมายความว่าดูหน้าจอกลางแดดจัดได้โดยไม่ต้องหลบเข้าร่ม และด้วยสีที่แสดงได้กว่า 1,000 ล้านสี ภาพที่เห็นจึงใกล้เคียงความเป็นจริงมาก ระบบ PWM Dimming 4608Hz ช่วยลดการกระพริบของจอซึ่งเป็นสาเหตุของอาการปวดตาในคนที่ใช้งานนาน



realme 16 Pro+ 5G มีให้เลือก 2 สีด้วยกัน ทั้ง Master Gold และ Master Grey ซึ่งบอกเลยว่าจับขึ้นมาแล้วดูพรีเมียมเกินราคาที่วางขายมากๆ และที่น่าทึ่งคือตัวเครื่องบางแค่ 8.49 มม. เท่านั้น บางขนาดนี้แต่ยังใส่แบตเตอรี่ขนาดใหญ่มาให้ได้ถึง 7000mAh ซึ่งไม่ธรรมดาเลยครับ

กล้อง 200MP ที่ถ่ายพอร์ตเทรตได้เหมือนมืออาชีพ
ด้านกล้องของ realme 16 Pro+ 5G ต้องบอกว่าจัดมาเต็มมากสำหรับราคาในระดับนี้ กล้องหลักเป็น LumaColor 200MP ที่ใช้เซนเซอร์ Samsung HP5 ขนาดใหญ่ถึง 1/1.56 นิ้ว รูรับแสงกว้าง f/1.8 บวกกับระบบกันสั่น Super OIS ช่วยให้ถ่ายได้คมชัดแม้ในสภาพแสงน้อยหรือตอนมือสั่น
กล้องที่สองเป็น Telephoto 50MP ซูม 3.5x ซึ่งก็มีกันสั่น Super OIS มาให้ด้วยเหมือนกัน ครอบคลุมตั้งแต่ระยะพอร์ตเทรตไปจนถึงซูม 4x ได้อย่างสบาย และถ้าอยากซูมไกลกว่านั้น ก็ดึงซูมดิจิทัลได้สูงสุดถึง 120x เลยทีเดียว

ปิดท้ายด้วย กล้อง Wide 8MP มุมกว้าง 115.5 องศา เอาไว้ถ่ายวิวกว้าง ๆ หรือจะเปลี่ยนมาถ่ายมาโครระยะใกล้ก็ทำได้เช่นกัน รวมแล้วถือว่าครบเครื่องดีสำหรับคนที่ชอบถ่ายหลากหลายสถานการณ์

ปิดท้ายด้วยกล้องเซลฟี่ที่ไม่ธรรมดา เพราะ realme 16 Pro+ 5G มาพร้อมกล้องหน้า 50MP ที่ถ่ายเซลฟี่ได้คมชัดมากจริงๆ

และที่ชอบเป็นพิเศษคือสีผิวออกมาดูเป็นธรรมชาติ ไม่ฉาบขาวหรือตกแต่งจนเกินจริงแบบที่หลายรุ่นมักทำ ถ่ายแล้วหน้าออกมาเป็น “ตัวเอง” จริงๆ

ตัวอย่างภาพถ่ายกล้องหน้าเซลฟี่





LumaColor IMAGE มาตรฐานภาพที่รับรองโดยบุคคลที่สาม
realme ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีภาพกับ TÜV Rheinland องค์กรทดสอบมาตรฐานระดับโลก ผ่านห้องทดสอบที่ใช้แสงหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้แน่ใจว่าสีที่ได้ออกมาแม่นยำในทุกสภาพแสง

ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือ สีผิวในภาพพอร์ตเทรตดูเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะผิวขาว ผิวแทน หรือผิวคล้ำ ระบบจัดการโทนสีผิวได้ทุกเฉด ฉากหลังเบลอแบบมีชั้นความลึก ไม่ใช่เบลอแบน และแสงกับเงาในภาพสอดคล้องกับสภาพแสงจริงที่ถ่าย ทำให้ภาพดูมีอารมณ์โดยไม่ต้องแต่งเพิ่ม

HyperRAW Algorithm ทำงานอยู่เบื้องหลังโดยประมวลผลข้อมูลภาพหลายเฟรมพร้อมกัน ให้รายละเอียดที่คมชัดขึ้น โดยเฉพาะในการถ่ายกลุ่มคนที่ทุกคนต้องชัดพร้อมกัน ส่วน Anti-Distortion Algorithm ดูแลไม่ให้ขอบภาพบิดเบี้ยวในโหมดความละเอียดสูง












วิดีโอ 4K ครบทุกเลนส์ พร้อมติดตามตัวแบบอัตโนมัติ
สำหรับคนชอบถ่ายวิดีโอ realme 16 Pro+ 5G ตอบโจทย์ได้ดีมากครับ รองรับการถ่าย 4K HDR และ 4K 60fps ได้ทั้งกล้องหน้าและหลัง วิดีโอลื่นไหล สีสันสวยงาม ดูแล้วอิ่มตา

อีกฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือ MainTrack Algorithm ที่ช่วยให้กล้องจับโฟกัสตัวแบบหลักไว้ได้ตลอด แม้คนในเฟรมจะขยับตัวหรือเราจะซูมเข้าออก ก็ยังได้ภาพคมชัดอยู่เสมอ ใครที่ชอบถ่ายงานอีเวนต์หรือตามถ่ายเด็กวิ่งเล่น บอกเลยว่าฟีเจอร์นี้ช่วยได้เยอะมาก

และยังมี 4K Motion Photo ที่เปลี่ยนช่วงเวลาสั้นๆ ในวิดีโอให้กลายเป็นภาพนิ่งที่ดูมีชีวิต หรือจะเอาไปตั้งเป็นวอลเปเปอร์หน้าจอแบบเคลื่อนไหวบน UI 7.0 ก็เท่ไม่น้อยครับ
ประสิทธิภาพ ชิปแรงพอที่จะทำทุกอย่างในชีวิตประจำวัน
ในด้านประสิทธิภาพ realme 16 Pro+ 5G ไม่ได้ทำให้ผิดหวังเลย เพราะมาพร้อมชิป Snapdragon 7 Gen 4 ที่แรงจริงในกลุ่มราคานี้ ใช้งานหนักแค่ไหนก็ลื่นไหล ไม่มีสะดุด ประกอบกับ RAM สเปคสูงกว่ามาตรฐานทั่วไปในราคาเดียวกัน ทำให้สลับแอปได้คล่อง และแอปที่เปิดทิ้งไว้ก็ยังค้างอยู่ในหน่วยความจำได้นานกว่า ไม่ต้องรอโหลดใหม่ให้เสียเวลา

ฝั่งซอฟต์แวร์ realme UI 7.0 บน realme 16 Pro+ 5G ก็ช่วยเสริมให้การใช้งานลื่นขึ้นอีกขั้น ไม่ว่าจะเลื่อนหน้าจอหรือเปิดแอปหนักๆ ก็รู้สึกได้ถึงความต่างจากมือถือทั่วไปในราคาเดียวกันชัดเจน

และที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องความร้อน เพราะยิ่งชิปแรง ความร้อนก็มักตามมา แต่ realme 16 Pro+ 5G มีระบบระบายความร้อนที่จัดการได้ดีมาก เล่นเกมยาวหรืออัดวิดีโอต่อเนื่องก็ไม่รู้สึกร้อนมือ ถือได้สบายตลอด
AI ที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
ในส่วนของฟีเจอร์ AI ของ realme 16 Pro+ 5G ไม่ได้มีไว้โชว์สเปคอย่างเดียว แต่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน แบ่งออกเป็นสามด้านหลักคือ ด้านภาพ ด้านการใช้งาน และด้านเกม

เริ่มที่ด้านภาพก่อนเลย AI Edit Genie คือฟีเจอร์ที่คนชอบแต่งรูปจะต้องหลงรัก เพราะมันเปลี่ยนได้ตั้งแต่ทรงผม เสื้อผ้า ไปจนถึงฉากหลัง โดยที่ใบหน้ายังเป็นเราอยู่ ไม่เพี้ยน อยากลองลุคใหม่โดยไม่ต้องไปสตูดิโอ นี่เลย

ส่วน AI LightMe ช่วยเพิ่มแสงให้รูปพอร์ตเทรตหลังถ่ายเสร็จแล้ว มีให้เลือกถึง 4 สไตล์ ทั้ง Window Shadow, Party Neon, Spotlight และ Random Light เพิ่มมิติให้รูปได้โดยไม่ต้องแต่งเอง

และถ้าอยากโพสต์ลงโซเชียลให้ดูสนุก AI StyleMe ก็แปลงรูปเราเป็น 3D Emoji, Modeling Photoshoot หรือ Cartoon Shot ได้อีกด้วย


ถ่ายรูปหมู่แล้วมีคนหลับตาหรือไม่พร้อม? AI Perfect Shot บน realme 16 Pro+ 5G จัดการให้เองโดยอัตโนมัติ คัดเลือกหน้าที่ดีที่สุดของทุกคนในภาพ และถ้ารูปหมู่เบลอ AI Ultra Clarity ก็ช่วยกู้ความคมชัดกลับมาได้อีก
ด้านการใช้งานทั่วไป AI Instant Clip จะสุ่มดึงรูปและวิดีโอจากอัลบั้มแล้วตัดต่อเป็นคลิปสั้นให้เองอัตโนมัติ มีเทมเพลตให้เลือกถึง 18 แบบ ไม่ว่าจะ Travel, Sports, Wedding หรือ Festival ใช้เวลาไม่กี่วินาทีก็แชร์ได้เลย ไม่ต้องนั่งตัดต่อเอง
อีกตัวที่ใช้ประโยชน์ได้มากคือ AI Recording + AI Translate บันทึกเสียงแล้วแปลงเป็นข้อความพร้อมแปลภาษาแบบเรียลไทม์ จะใช้ตอนประชุม สัมภาษณ์ หรือเดินทางต่างประเทศก็สะดวกมาก

และปิดท้ายด้วย Google Gemini Live ที่ทำให้ realme 16 Pro+ 5G กลายเป็นเหมือนผู้ช่วยส่วนตัว แค่ยกกล้องไปที่สิ่งที่เห็นแล้วถามได้เลย ไม่ต้องพิมพ์อะไรทั้งนั้น
แบตเตอรี่ 7000mAh ในตัวเครื่องบางแค่ 8.49 มม.
และถ้าวันไหนลืมชาร์จจนแบตเหลือ 1% โหมดประหยัดพลังงานสูงสุด ยังทำให้เครื่องสแตนด์บายได้อีก 7.5 ชั่วโมง พอรับสายฉุกเฉินได้สบาย

ใช้งานจริงก็หนักได้สบาย ไม่ว่าจะดู YouTube ยาวๆ ฟังเพลงต่อเนื่อง หรือใช้ทั้งวันแบบไม่ยั้ง ก็ยังมีแบตเหลือข้ามคืนได้อยู่ดี

สำหรับสายเกม realme 16 Pro+ 5G มีฟีเจอร์ Bypass Charging ที่ขณะชาร์จและเล่นเกมพร้อมกัน ไฟฟ้าจะวิ่งเข้าชิปโดยตรงโดยไม่ผ่านแบตเตอรี่ เครื่องเย็นลง แบตก็ไม่ถูกกดดัน เล่นได้นานขึ้นโดยไม่ต้องกังวลว่าแบตจะเสื่อมเร็ว

และถ้าพูดเรื่องความทนทานระยะยาว AI Battery Chip ของ realme 16 Pro+ 5G ช่วยดูแลสุขภาพแบตได้ดีมาก แม้ชาร์จทุกวันนานถึง 5 ปี แบตก็ยังรักษาประสิทธิภาพไว้ได้กว่า 80%

สุดท้าย วันไหนลืมชาร์จจนแบตเหลือ 1% ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะโหมดประหยัดพลังงานสูงสุดยังพยุงให้เครื่องใช้งานต่อได้อีก 7.5 ชั่วโมง รับสายฉุกเฉินได้สบายๆ ครับ
realme 16 Pro 5G จับแล้วรู้เลยว่านี่ไม่ใช่โทรศัพท์ธรรมดา

realme 16 Pro 5G อาจไม่ใช่ตัวท็อปของซีรีส์ แต่ถ้าพูดถึงเรื่องการจับถือพกพาในชีวิตประจำวัน รุ่นนี้มีไพ่ใบสำคัญที่รุ่นพี่อย่าง Pro+ ไม่มี นั่นคือความบางและเบาที่รู้สึกได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่หยิบขึ้นมา ตัวเครื่องบางเฉียบแค่ 7.75 มม. หนักเพียง 192 กรัม แค่นี้ก็ชนะใจคนที่ไม่อยากแบกโทรศัพท์หนักๆ ไปทั้งวันได้แล้ว


ด้านดีไซน์ realme 16 Pro 5G ยังคงอยู่ในสกุล Urban Wild Design เหมือนกับซีรีส์นี้ทุกรุ่น และนี่ถือเป็นครั้งแรกที่ Naoto Fukasawa นักออกแบบชื่อดังระดับโลก ก้าวเข้ามาร่วมสร้างสรรค์กับ realme Number Series อย่างเป็นทางการ สิ่งที่แตกต่างจาก Pro+ อย่างเห็นได้ชัดคือกรอบกล้องโลหะแบบฟรอสต์ที่ดูเนียนและเรียบกว่า ให้ฟีลหรูในสไตล์ที่เงียบกว่า ไม่โอ้อวด แต่มีคลาส จับคู่กับผิวหลังแบบ Velvet Matte Dual-Tone ที่นุ่มมือ กันรอยนิ้วมือได้ดี และรู้สึกพรีเมียมขึ้นมาอีกระดับ

ส่วนหน้าจอนั้น realme 16 Pro 5G ไม่ได้ยอมแพ้รุ่นพี่แม้แต่นิดเดียว AMOLED 144Hz ความสว่างพุ่งสูงถึง 6,500 nits แสดงผลสีในระบบ 10-bit ได้กว่า 1,000 ล้านสี เรียกได้ว่าเท่าเทียมกันทุกกระเบียด




สำหรับตัวเลือกสี realme 16 Pro 5G มีให้สองโทนด้วยกัน ได้แก่ Pebble Grey ที่แรงบันดาลใจมาจากก้อนกรวดเรียบริมแม่น้ำ ให้ความรู้สึกสงบ เรียบหรู ไม่ตกยุค และ Orchid Purple ที่หยิบเอาเสน่ห์ของกล้วยไม้มาถ่ายทอดผ่านสีม่วงผ่อนคลาย มีความเป็นตัวเองสูง เหมาะกับคนที่อยากโดดเด่นในแบบที่ไม่ต้องตะโกน

กล้อง 200MP ครบชุด พอร์ตเทรต 5 ระยะ
สิ่งที่ทำให้ realme 16 Pro 5G น่าสนใจมากกว่าคู่แข่งในระดับเดียวกันคือ Golden Focal Portrait Camera ที่ให้เลนส์พอร์ตเทรตให้เลือกถึง 5 ระยะ ได้แก่ 1x, 1.5x, 2x, 3.5x และ 4x ครอบคลุมทุกระยะที่ต้องการ ตั้งแต่ถ่ายเต็มตัวจนถึงถ่ายใกล้แค่ใบหน้า โบเก้เนียนระดับเส้นผม มิติความลึกแบบ 3D สมจริง

กล้องหลัก LumaColor 200MP ใช้เซนเซอร์ Samsung HP5 เหมือนรุ่นพี่ ขนาด 1/1.56 นิ้ว รูรับแสง f/1.8 รับแสงได้ดีทั้งกลางวันและกลางคืน มาพร้อม 200MP Full-pixel Auto Zoom ที่ซูมได้โดยไม่เสียรายละเอียด และ Super OIS กันสั่นให้ภาพนิ่งสม่ำเสมอ ปิดท้ายด้วยกล้อง Wide 8MP มุมกว้าง 112 องศา รูรับแสง f/2.2 เก็บฉากกว้างและถ่ายภาพหมู่ได้สบาย
กล้องหน้าเซลฟี่ที่มาพร้อมความละเอียด 50MP รูรับแสง f/2.4 เซลฟี่ออกมาชัด ใบหน้าเป็นธรรมชาติ
LumaColor IMAGE มาตรฐาน TÜV Rheinland ครบบนรุ่นนี้เช่นกัน
realme 16 Pro 5G มาพร้อมมาตรฐาน LumaColor IMAGE จาก TÜV Rheinland ซึ่งเป็นการันตีที่รุ่นพี่เคยได้รับมาก่อน แต่ครั้งนี้มันผ่านการทดสอบในสภาพแสงที่หลากหลายมาแล้วจริงๆ ไม่ว่าจะแสงแดดจ้า ร่มครึ้ม หรือแสงในร่ม กล้องตัวนี้รู้จักสีและรู้จักแสงดีพอที่จะถ่ายออกมาได้ตรงกับสิ่งที่ตาเห็น










ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือภาพพอร์ตเทรต สีผิวออกมาเป็นธรรมชาติทุกโทน ไม่ฉาบ ไม่ซีด ฉากหลังเบลอได้มีมิติ และแสงเงาในภาพก็สอดคล้องกับบรรยากาศจริงๆ ไม่ใช่แค่ “ดูดีในหน้าจอ” แต่ถ่ายออกมาแล้วรู้สึกว่านี่คือภาพที่ตัวเองจำได้ว่าช่วงนั้นแสงมันเป็นแบบนี้จริงๆ และที่ดีคือทุกอย่างนี้ทำงานอัตโนมัติ ไม่ต้องไปนั่งแต่งค่าอะไรเพิ่ม




สำหรับคนที่อยากได้มากกว่าแค่กดถ่าย realme 16 Pro 5G ก็มี AI Edit Genie มาให้ครบ ใช้สร้างอารมณ์ให้ภาพหรือแต่งรูปได้ในไม่กี่ขั้นตอน เหมาะมากสำหรับคนที่อยากได้ภาพสวยพร้อมโพสต์โดยไม่ต้องง้อแอปแต่งรูปแยก

ประสิทธิภาพ แรงพอสำหรับทุกการใช้งาน
ด้านประสิทธิภาพต้องบอกว่าไม่มีผิดหวังเลย ชิปตัวใหม่ ชิป Dimensity 7300-Max 5G ที่ realme ใช้ในรุ่นนี้ทำคะแนนทดสอบได้เกือบล้านคะแนน ซึ่งถือว่าแรงมากในระดับราคานี้ ใช้งานจริงก็รู้สึกได้เลยว่าลื่น ไม่ว่าจะเปิดแอปหลายตัวพร้อมกัน เล่นเกมกราฟิกหนัก ๆ หรือถ่ายวิดีโอแล้วตัดต่อในเครื่องเลย ก็ไม่มีสะดุดให้รำคาญ

ที่ชอบเป็นพิเศษคือระบบจัดการเกมที่ช่วยให้ภาพลื่นสม่ำเสมอ ไม่กระตุก พร้อมดูแลเรื่องความร้อนและแบตให้ด้วย เล่นนานก็ไม่รู้สึกว่าเครื่องจะร้อนหรือแบตหมดเร็วผิดปกติ
ส่วนซอฟต์แวร์ก็มาครบทุกอย่างเหมือนรุ่นพี่เลย ทั้งฟีเจอร์ AI ที่ช่วยอัดและแปลเสียงได้แบบเรียลไทม์ รวมถึงรองรับ Google Gemini Live ด้วย บอกได้เลยว่าในแง่ซอฟต์แวร์ไม่ได้ถูกลดทอนอะไรเลยแม้จะเป็นรุ่นกลาง
แบตเตอรี่ 7000mAh ในตัวเครื่องบางกว่า
realme 16 Pro 5G มาพร้อมแบตก้อนใหญ่ขนาด 7000mAh แต่ตัวเครื่องบางเฉียบแค่ 7.75 มม. และน้ำหนักเบาแค่ 192 กรัม ถือแล้วไม่รู้สึกอึดอัดเลย แถมยังใช้งานได้ยาวถึง 2 วันเต็มๆ จากการชาร์จแค่ครั้งเดียว

ที่น่าประทับใจคือดูแลแบตได้ดีมากด้วย ถ้าชอบเล่นเกมต่อสายชาร์จทิ้งไว้นานๆ ก็ไม่ต้องห่วง เพราะมีระบบที่ช่วยให้ไฟเลี้ยงตรงไปที่หน้าจอโดยไม่ผ่านแบต แบตก็เลยไม่ร้อน ไม่เสื่อมเร็ว นอกจากนี้ยังมีชิปอัจฉริยะที่ช่วยยืดอายุแบตให้ยังคงสุขภาพดีได้นานถึง 5 ปี
และถ้าวันไหนเผลอลืมชาร์จจนแบตเหลือแค่ 1% ก็ยังไม่ต้องตกใจ เพราะโหมดประหยัดพลังงานสุดขีดจะช่วยยื้อให้ใช้งานต่อได้อีกกว่า 7 ชั่วโมงครึ่ง พอให้หาที่ชาร์จได้ทันแน่นอน
และแน่นอนว่าทั้งสองรุ่นมาพร้อมมาตรฐานทนน้ำทนฝุ่นระดับ IP69 ไม่กลัวทั้งน้ำ ฝุ่น และความร้อน
จุดเด่นที่ทำให้ realme 16 Pro 5G โดดเด่นในระดับราคานี้คือมาตรฐานกันน้ำ IP69 ที่ผ่านการรับรองครบทั้ง IP66, IP68, IP69 และ IP69K ไม่ว่าจะเป็นฝนกระหน่ำ น้ำแรงดันสูง หรือของเหลวกระเด็น ก็ใช้ได้อย่างสบายใจ ทนทานต่ออุณหภูมิสูงถึง 80°C และรองรับของเหลวได้มากถึง 36 ชนิด

แถมยังมีโหมดถ่ายภาพใต้น้ำมาให้ด้วย ใครชอบถ่ายรูปกลางสายฝนหรือริมทะเลก็หมดกังวลได้เลย
[เล่นแล้วเล่า] กับบทสรุปส่งท้ายหลังได้ทดลองเล่น
จากการทดสอบและใช้งานจริงทั้งสองรุ่น สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือ realme ไม่ได้แค่ใส่ตัวเลขสเปกเพื่อการตลาด แต่ทำให้แต่ละฟีเจอร์ “ทำงานได้จริง” ในชีวิตประจำวัน

realme 16 Pro+ 5G คือตัวเลือกที่น่าสนใจมากสำหรับคนที่ถ่ายรูปเป็นงานอดิเรก หรือใช้กล้องโทรศัพท์เป็นหลัก สิ่งที่จะทำให้คุณรู้สึกต่างชัดเจนคือคุณภาพของพอร์ตเทรต โดยเฉพาะเรื่องสีผิวและโบเก้ที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ AI ตกแต่งจนเกินพอดี ดีไซน์ก็อยู่ในระดับที่ “หยิบขึ้นมาแล้วไม่อยากวาง” จริงๆ

realme 16 Pro 5G เหมาะกับคนที่ต้องการสิ่งเดียวกับรุ่นพี่แต่อยากได้เครื่องที่เบากว่าและจัดการได้ง่ายกว่าในราคาที่เข้าถึงได้มากกว่า ฟีเจอร์กล้อง 5 ระยะ และ LumaColor IMAGE ที่ครบมาให้ในรุ่นนี้ด้วยถือเป็นดีลที่ดีมาก
ราคาและการวางจำหน่าย realme 16 Pro 5G ในช่องทางต่าง ๆ
จากการทดสอบและใช้งานจริงทั้งสองรุ่น สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือ realme ไม่ได้แค่ใส่ตัวเลขสเปคเพื่อการตลาด แต่ทำให้แต่ละฟีเจอร์ทำงานได้จริงในชีวิตประจำวัน มาดูกันว่าจะซื้อได้ที่ไหน เท่าไหร่ และช่องทางไหนคุ้มที่สุด
realme Brand Shop และตัวแทนจำหน่าย

สำหรับคนที่ต้องการซื้อในราคาปกติ realme 16 Pro+ 5G มีให้เลือก 2 ความจุ คือ 12+256 GB ที่ 17,499 บาท และ 12+512 GB ที่ 19,999 บาท
ส่วน realme 16 Pro 5G มาในความจุ 12+256 GB ราคา 14,999 บาท และ realme 16 5G รุ่นเริ่มต้น 8+256 GB อยู่ที่ 11,999 บาท
ช่องทางนี้เปิดพรีออเดอร์ตั้งแต่วันที่ 19–27 มีนาคม และวางจำหน่ายพร้อมกันในวันที่ 28 มีนาคม ผ่าน realme Brand Shop และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ
ราคา AIS

หากซื้อผ่านช่องทาง AIS ราคาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ realme 16 Pro+ 5G เริ่มต้นเพียง 11,499 บาท สำหรับ 12+256 GB และ 13,999 บาท สำหรับ 12+512 GB
ขณะที่ realme 16 Pro 5G เริ่มต้น 9,799 บาท และ realme 16 5G อยู่ที่ 6,999 บาท เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น หากจองด้วยเพียง 500 บาทและใช้ AIS Point 10 คะแนน จะได้ส่วนลดเพิ่มสูงสุดอีก 1,000 บาท ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามากสำหรับผู้ใช้เครือข่าย AIS อยู่แล้ว
พรีออเดอร์และวางจำหน่ายพร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกับราคากลาง คือ 19–27 มีนาคม และวางขาย 28 มีนาคม
ช่องทาง Shopee — วางจำหน่ายก่อน 1 วัน
น่าสนใจที่ Shopee จะเปิดจำหน่ายในวันที่ 27 มีนาคม 2569 ก่อนช่องทางอื่น 1 วัน ในราคาเดียวกับราคากลางทุกประการ คือ realme 16 Pro+ 5G ที่ 17,499 บาท และ 19,999 บาท ตามลำดับความจุ realme 16 Pro 5G ที่ 14,999 บาท และ realme 16 5G ที่ 11,999 บาท
พรีออเดอร์ได้ตั้งแต่ 19–26 มีนาคม ของแถมเซ็ตนี้ต่างออกไปเล็กน้อย ได้รับ realme Speaker แทน Handheld Fan