News

วิกฤตขาดคนไซเบอร์! แคสเปอร์สกี้เผยช่องโหว่ร้ายแรงที่เปิดทางให้แฮกเกอร์โจมตีซัพพลายเชนทั่วเอเชียแปซิฟิก

แคสเปอร์สกี้ เปิดเผยผลสำรวจใหม่ชี้ให้เห็นว่า การขาดแคลนบุคลากรด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม กำลังกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้องค์กรทั่วเอเชียแปซิฟิกไม่สามารถป้องกันภัยคุกคามจากการโจมตีซัพพลายเชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลการศึกษาล่าสุดของ แคสเปอร์สกี้ เกี่ยวกับความเสี่ยงของซัพพลายเชน (Supply Chain) หรือห่วงโซ่อุปทานทางธุรกิจ และความสัมพันธ์ที่เชื่อถือกันทางธุรกิจ (Trusted Relationship) ชี้ให้เห็นว่าการโจมตีซัพพลายเชนได้กลายเป็นภัยคุกคามอันดับต้น ๆ ขององค์กรธุรกิจทั่วโลก โดยมีองค์กรจำนวนหนึ่งในสามที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีประเภทนี้ในช่วงปีที่ผ่านมา ความรุนแรงและความถี่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของภัยคุกคามดังกล่าว ผลักดันให้องค์กรต้องหันมาค้นหาสาเหตุสำคัญที่ขัดขวางการจัดการความเสี่ยงอย่างจริงจัง

จากผลสำรวจพบว่า หนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่สุดในการลดความเสี่ยงของซัพพลายเชนคือการขาดแคลนบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ปัญหานี้ส่งผลให้องค์กรขาดศักยภาพในการเข้าถึงและตรวจสอบช่องโหว่ของ เธิร์ดปาร์ตี้ (Third-party) หรือผู้ให้บริการภายนอก ที่อาจซ่อนตัวอยู่ในระบบนิเวศดิจิทัลขององค์กรได้อย่างสม่ำเสมอ โดยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สัดส่วนขององค์กรที่ระบุว่าประสบกับปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้านความปลอดภัยไอทีที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมีความแตกต่างกันในแต่ละตลาด ตั้งแต่ระดับต่ำสุดที่สิงคโปร์ 34% ไปจนถึงระดับสูงสุดที่เวียดนามซึ่งอยู่ที่ 57%

ความท้าทายด้านกำลังคนผู้เชี่ยวชาญนี้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในมาเลเซียเช่นกัน โดยความต้องการผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะด้านไซเบอร์ยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับความพยายามของประเทศในการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ภายใต้ยุทธศาสตร์ความปลอดภัยทางไซเบอร์ของมาเลเซียปี 2025-2030 กระทรวงดิจิทัลของมาเลเซีย คาดการณ์ว่าประเทศจะต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์สูงถึง 28,068 คนภายในปี 2026 ในขณะที่ปัจจุบันมีบุคลากรด้านนี้เพียงประมาณ 16,765 คนเท่านั้น

นอกเหนือจากปัญหาการขาดแคลนบุคลากรแล้ว ผู้ตอบแบบสอบถามยังระบุถึงอุปสรรคสำคัญอีกประการหนึ่ง นั่นคือความจำเป็นที่ต้องจัดการกับลำดับความสำคัญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์หลายอย่างพร้อมกัน ซึ่งพบสูงที่สุดในอินเดีย (54%) รองลงมาคือเวียดนาม (48%) และสิงคโปร์ (47%) สภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าทีมรักษาความปลอดภัยกำลังแบกรับภาระงานเกินกำลัง จนอาจทำให้ภัยคุกคามในซัพพลายเชนถูกมองข้ามหรือไม่ได้รับการแก้ไขทันท่วงที

นอกเหนือจากข้อจำกัดด้านทรัพยากรบุคคล ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่น่ากังวล ในตลาดเอเชียแปซิฟิก สัดส่วนขององค์กรที่รายงานว่าสัญญาที่ทำกับผู้รับเหมาไม่มีข้อผูกพันด้านความปลอดภัยทางไอทีที่ชัดเจนอยู่ระหว่าง 30-61% ซึ่งบ่งชี้ว่าองค์กรจำนวนมากยังคงดำเนินงานโดยปราศจากข้อกำหนดด้านความปลอดภัยที่บังคับใช้ได้จริงสำหรับบุคคลภายนอก ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีองค์กรระหว่าง 25-38% ที่ระบุว่าเจ้าหน้าที่ที่ไม่ใช่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยไอทียังขาดความเข้าใจในความเสี่ยงเหล่านี้อย่างแท้จริง

ในภาพรวมระดับโลก ผลสำรวจพบว่าธุรกิจจำนวนถึง 85% ยอมรับว่าองค์กรของตนจำเป็นต้องยกระดับการป้องกันความเสี่ยงจากซัพพลายเชนและความสัมพันธ์ที่เชื่อถือกัน ขณะที่มีองค์กรเพียง 15% เท่านั้นที่มองว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยในปัจจุบันมีประสิทธิภาพเพียงพอ ความเชื่อมั่นดังกล่าวยิ่งต่ำลงอย่างเห็นได้ชัดในเศรษฐกิจสำคัญอย่างเยอรมนี (6%) ตุรกี (7%) อิตาลี (8%) บราซิล (8%) รัสเซีย (8%) และซาอุดีอาระเบีย (9%)

ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ระดับความเชื่อมั่นมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดยตลาดอย่างอินเดีย (11%) อินโดนีเซีย (14%) และสิงคโปร์ (14%) รายงานระดับความเชื่อมั่นที่ต่ำใกล้เคียงกัน ในขณะที่เวียดนาม (21%) และจีน (34%) แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในมาตรการคุ้มครองที่มีอยู่สูงกว่า

ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่าแนวทางการลดความเสี่ยงจากเธิร์ดปาร์ตี้ในปัจจุบันยังคงขาดความเป็นระบบ แม้แต่มาตรการพื้นฐานอย่างการตรวจสอบสิทธิ์แบบสองขั้นตอน (Two-Factor Authentication หรือ 2FA) ซึ่งเป็นการยืนยันตัวตนด้วยสองช่องทางก็ยังมีการนำไปใช้อย่างไม่สม่ำเสมอทั่วทั้งภูมิภาค ผู้ตอบแบบสอบถามจากสิงคโปร์มีอัตราการใช้งานต่ำอย่างน่าเป็นห่วงเพียง 28% ขณะที่ประเทศอื่น ๆ แม้จะรายงานอัตราที่สูงกว่า 35% แต่ก็ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก ส่งผลให้องค์กรต่าง ๆ มองเห็นสถานการณ์ด้านความปลอดภัยของพันธมิตรได้น้อยลง และเสี่ยงต่อช่องโหว่ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาในระบบนิเวศองค์กร

ข้อมูลที่น่าสนใจคือ บริษัทที่เคยถูกโจมตีซัพพลายเชนหรือโดนละเมิดความสัมพันธ์ธุรกิจมาก่อน มักจะนำแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยที่เข้มแข็งกว่ามาใช้ในภายหลัง ในระดับโลก บริษัทที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์โจมตีซัพพลายเชนมีแนวโน้มขอผลการทดสอบการเจาะระบบ (Penetration Testing) มากกว่าถึง 56% ขณะที่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการละเมิดความสัมพันธ์ธุรกิจจะให้ความสำคัญกับการตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรฐานอุตสาหกรรม (56%) และการตรวจสอบนโยบายซัพพลายเชนของผู้รับเหมาเอง (53%)

เซอร์เกย์ โซลดาตอฟ หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการด้านความปลอดภัย แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า “เมื่อทีมรักษาความปลอดภัยทำงานหนักเกินไป บุคลากรขาดแคลน และต้องให้ความสำคัญกับงานเร่งด่วนมากกว่าการสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว องค์กรต่าง ๆ ก็จะตกอยู่ในความเสี่ยงต่อภัยคุกคามที่สามารถแฝงตัวเข้ามาในระบบนิเวศของผู้ให้บริการได้อย่างเงียบ ๆ อุตสาหกรรมจำเป็นต้องนำกลยุทธ์การลดความเสี่ยงที่เป็นหนึ่งเดียวและสอดคล้องกันมากขึ้นมาใช้เพื่อทำลายวงจรนี้ ตั้งแต่การประเมินผู้รับเหมาที่เป็นมาตรฐานไปจนถึงการสร้างความตระหนักรู้ที่แข็งแกร่งขึ้นระหว่างทีม ความปลอดภัยของซัพพลายเชนควรกลายเป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่สามารถบังคับใช้ได้ทั่วทั้งเครือข่ายธุรกิจ”

เอเดรียน เฮีย กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แคสเปอร์สกี้ กล่าวเสริมว่า “ขณะที่องค์กรต่าง ๆ ทั่วเอเชียแปซิฟิกขยายระบบนิเวศดิจิทัลของตน ความปลอดภัยของซัพพลายเชนจำเป็นต้องได้รับการจัดการด้วยระเบียบวินัยในระดับเดียวกับการดำเนินงานภายใน นั่นหมายถึงการกำหนดข้อกำหนดด้านความปลอดภัยที่ชัดเจนสำหรับพันธมิตร การตรวจสอบมาตรฐานเหล่านั้นอย่างสม่ำเสมอ และการสร้างความรับผิดชอบในกระบวนการทางธุรกิจประจำวัน ด้วยแนวทางที่เป็นระบบ องค์กรต่าง ๆ สามารถเสริมสร้างความไว้วางใจทั่วทั้งระบบนิเวศของตนในขณะที่ลดความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงได้”

องค์กรธุรกิจจะสามารถลดความเสี่ยงในซัพพลายเชนและสร้างความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจได้ ก็ต่อเมื่อมีการดำเนินมาตรการป้องกันทั่วทั้งองค์กรและวางแผนกลยุทธ์ในการสร้างความร่วมมือกับซัพพลายเออร์และผู้รับเหมาอย่างรอบคอบ แคสเปอร์สกี้ จึงแนะนำแนวทางปฏิบัติสำคัญ ได้แก่ การใช้บริการรักษาความปลอดภัยแบบจัดการ (Managed Security Services) เช่น Kaspersky Managed Detection and Response (MDR) และ Kaspersky Incident Response ซึ่งครอบคลุมวงจรการจัดการเหตุการณ์ตั้งแต่การระบุภัยคุกคามไปจนถึงการป้องกันและการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง สำหรับองค์กรที่ขาดทรัพยากรด้านความปลอดภัยโดยเฉพาะ การเอาต์ซอร์สเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า นอกจากนี้ควรลงทุนในหลักสูตรพัฒนาทักษะด้านไซเบอร์ เช่น Kaspersky Cybersecurity Training ที่เน้นการปฏิบัติจริง เพื่อช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถรับมือกับการโจมตีที่ซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น

ในด้านการคัดกรองพันธมิตรทางธุรกิจ องค์กรควรประเมินซัพพลายเออร์อย่างละเอียดก่อนทำสัญญา โดยตรวจสอบนโยบายด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ประวัติเหตุการณ์ที่ผ่านมา และการปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยของอุตสาหกรรม รวมถึงข้อมูลช่องโหว่และผลการทดสอบการเจาะระบบสำหรับซอฟต์แวร์และบริการคลาวด์ด้วย สัญญากับซัพพลายเออร์ควรกำหนดข้อผูกพันด้านความปลอดภัยของข้อมูลที่ชัดเจน เช่น การตรวจสอบความปลอดภัยเป็นประจำ การปฏิบัติตามนโยบายที่เกี่ยวข้อง และโปรโตคอลการแจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดปกติ และที่สำคัญคือต้องร่วมมือกับซัพพลายเออร์อย่างจริงจังในประเด็นด้านความปลอดภัย เพื่อเสริมสร้างการป้องกันร่วมกันทั้งสองฝ่าย

รายงานนี้จัดทำโดยศูนย์วิจัยตลาดของ แคสเปอร์สกี้ โดยสำรวจผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคจำนวน 1,714 คน ครอบคลุมตั้งแต่ผู้บริหารระดับซี รองประธาน หัวหน้าทีม ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญอาวุโสจากองค์กรที่มีพนักงานมากกว่า 500 คน ใน 16 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ เยอรมนี สเปน อิตาลี บราซิล เม็กซิโก โคลอมเบีย สิงคโปร์ เวียดนาม จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี อียิปต์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และรัสเซีย

SHARE
คนเล่าเรื่องไอที ที่เชื่อว่าการได้เดินทางและการพบปะพูดคุยกับผู้คนในสายงานต่าง ที่ไม่คุ้นเคยคือกำไรชีวิต...หลงไหลในการเดินทางเป็นชีวิตจิตใจ ตื่นเต้นทุกครั้งเมื่อได้เจอเจ้าหน้าที่ ตม.
RELATED POSTS
Apple CEO เผย iPhone 16 ได้รับความนิยมสูงกว่า iPhone 15 อย่างเห็นได้ชัด
เผยภาพเรนเดอร์ “OnePlus Buds Pro 2” สีเขียวมะกอก
แอปเปิลเปิดตัวเวอร์ชันทดสอบสุดท้าย (Release Candidate) ของระบบปฏิบัติการ iOS 18 และ iPadOS 18 สำหรับนักพัฒนา

Leave Your Reply

*