News

แตะหน้าจอได้แล้ว! Apple เปิดตัว MacBook Pro ใหม่ พร้อมจอ PROLED XDR และชิป M5

Apple เปิดตัว MacBook Pro โฉมใหม่ทั้งรุ่น 14 นิ้วและ 16 นิ้ว พร้อมจอ PROLED XDR เทคโนโลยี OLED สองชั้น ระบบสัมผัสครั้งแรกบน Mac ขับเคลื่อนด้วยชิป M5 Pro และ M5 Max ดีไซน์บางและเบากว่าเดิม พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยเร็วๆ นี้

Apple ประกาศเปิดตัว MacBook Pro รุ่นใหม่ล่าสุดที่ยกระดับมาตรฐานแล็ปท็อปสำหรับมืออาชีพอย่างครบวงจร ด้วยจอภาพ PROLED XDR (Extreme Dynamic Range) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจอ OLED แบบสองชั้นที่ Apple พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะ พร้อมด้วยระบบสัมผัส (Touch Screen) บน Mac เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของผลิตภัณฑ์ รวมถึง Dynamic Island ที่ผู้ใช้ iPhone คุ้นเคยดีซึ่งถูกนำมาสู่ Mac เป็นครั้งแรก พร้อมขับเคลื่อนด้วยชิป M5 Pro และ M5 Max ซึ่ง Apple ระบุว่าเป็นชิปที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยสร้างมาสำหรับแล็ปท็อประดับมืออาชีพ

จอภาพ PROLED XDR คือหัวใจสำคัญของ MacBook Pro รุ่นนี้ ด้วยการนำเทคโนโลยี OLED สองชั้น (Dual OLED Layer) ที่ได้รับการพัฒนาในทุกชั้นอย่างละเอียด มาผสมผสานกับอัลกอริทึมขั้นสูงในระบบประมวลผลการแสดงผล และกระบวนการสอบเทียบจากโรงงานที่แม่นยำ เพื่อให้ได้ความเที่ยงตรงของภาพในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนบนแล็ปท็อป ทำให้ความสว่างและระดับสีเทาสม่ำเสมอทั่วทั้งจอภาพ ขณะที่ลดการสะท้อนภายในซึ่งเป็นปัญหาของจอ OLED แบบดั้งเดิมให้เหลือน้อยที่สุด

MacBook Pro ใหม่

PROLED XDR มอบความสว่างสูงสุดถึง 2,000 นิต ทั้งในโหมด HDR (High Dynamic Range หรือช่วงไดนามิกสูง) และ SDR ทำให้ไฮไลต์สว่างจ้าและเงามืดเผยรายละเอียดที่น่าประทับใจ พร้อมอัตราส่วนคอนทราสต์ 10,000,000:1 ที่สูงที่สุดในอุตสาหกรรม และเทคโนโลยี ProMotion ที่ปรับอัตราการรีเฟรชของหน้าจอโดยอัตโนมัติตั้งแต่ 10Hz เพื่อประหยัดพลังงาน ไปจนถึง 120Hz สำหรับภาพเคลื่อนไหวที่ลื่นไหล ระบบประมวลผลการแสดงผลยังควบคุมสีและความสว่างของทุกพิกเซลแบบเรียลไทม์ในระดับต่ำกว่ามิลลิวินาที ปรับชดเชยตามเนื้อหา อุณหภูมิ และสภาพแวดล้อมพร้อมกันทั้งหมด เพื่อรักษาคุณภาพภาพที่สม่ำเสมอในทุกสถานการณ์

ในด้านความแม่นยำของสี PROLED XDR ครอบคลุมขอบเขตสี (Color Gamut) ทั้ง P3 และ Adobe RGB ซึ่งเป็นมาตรฐานสำคัญในงานถ่ายภาพและออกแบบระดับมืออาชีพ พร้อมครอบคลุมมาตรฐาน Rec. 2020 มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์สำหรับการตัดต่อวิดีโอ HDR และงาน Color Grading (การปรับสีภาพ) ทั้งสองพื้นที่สีเข้าถึงได้จากการตั้งค่าเพียงรายการเดียว ทำให้เวิร์กโฟลว์คล่องตัวขึ้น นอกจากนี้ยังมีตัวเลือก Nano-texture ที่ติดตั้งบนกระจกครอบจอภาพเพื่อลดแสงสะท้อนและแสงจ้าในสภาพแวดล้อมที่สว่าง โดยยังคงประสบการณ์รับชมที่ยอดเยี่ยมไว้ได้ ด้วยเทคโนโลยีทั้งหมดนี้ ครีเอเตอร์ ช่างภาพ นักปรับสี (Colorist) และนักออกแบบที่ต้องการจอภาพระดับอ้างอิงแบบพกพาจึงมีตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบ

หนึ่งในนวัตกรรมที่น่าตื่นเต้นที่สุดของ MacBook Pro รุ่นนี้คือการนำระบบสัมผัส (Touch Screen) มาสู่ Mac เป็นครั้งแรก Apple ออกแบบระบบสัมผัสนี้เพื่อ macOS โดยเฉพาะ ไม่ใช่แค่การย้ายระบบมาจาก iPad โดยตรง ทำให้การปัดดูหน้าเว็บ การถ่างนิ้วเพื่อซูมเข้าในรูปภาพ การลากและวางเนื้อหาระหว่างโปรแกรม และการสะบัดนิ้วเพื่อจัดหน้าต่างเรียงเข้าที่ ทำได้อย่างเป็นธรรมชาติและลื่นไหล นอกจากนี้ เซ็นเซอร์สัมผัสยังถูกฝังตรงในแผงจอภาพโดยตรง ไม่ได้ซ้อนอยู่ด้านบน จึงช่วยลดความหน่วงเวลาในการตอบสนองและทำให้รู้สึกเหมือนสัมผัสกับเนื้อหาโดยตรง

ระบบสัมผัสยังเปิดโอกาสใหม่ให้ผู้ใช้มืออาชีพ นักออกแบบกราฟิกสามารถใช้จอภาพทั้งหมดเป็นผืนผ้าใบในการวาดโดยไม่จำกัดด้วยพื้นที่แทร็คแพด นักดนตรีสามารถเล่นซอฟต์แวร์เครื่องดนตรีบนหน้าจอโดยตรงผ่าน Logic Pro พร้อมคีย์บอร์ดโพลีโฟนิก Multi-Touch เต็มรูปแบบ แพดคอร์ด และแพดกลองที่แตะได้ และนักพัฒนาแอปสามารถทดสอบการทำงานระบบสัมผัสของแอป iOS และ iPadOS ได้โดยตรงบนจอภาพ MacBook Pro บานพับที่ออกแบบใหม่ยังให้ความมั่นคงมากขึ้นขณะใช้งานระบบสัมผัส และระบบปรับภาพให้นิ่งขั้นสูงช่วยให้ภาพจากกล้องราบรื่นขึ้นโดยอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ระหว่างสนทนาผ่านวิดีโอขณะแตะหน้าจอ ทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกับแป้นพิมพ์ลัดและคำสั่งนิ้วบนแทร็คแพดที่มืออาชีพคุ้นเคยได้อย่างราบรื่น

แอปจาก Apple ได้รับการปรับให้เหมาะกับ MacBook Pro รุ่นใหม่แล้ว โดยเฉพาะใน Apple Creator Studio ที่ประกอบด้วย Pixelmator Pro, Logic Pro และ Final Cut Pro ซึ่งรองรับระบบสัมผัสอย่างเต็มรูปแบบ ใน Final Cut Pro ผู้ตัดต่อสามารถใช้ระบบสัมผัสทำเครื่องหมายช่วงเวลาได้อย่างแม่นยำ วางคลิปลงตำแหน่งได้โดยตรง และถ่างนิ้วเพื่อซูมเข้าที่จุดตัดต่อ นอกจากนี้ แอปยอดนิยมจากนักพัฒนาภายนอกที่มืออาชีพใช้ทุกวันอย่าง Notion, Canva, Zoom, Microsoft Word, Adobe Lightroom, DaVinci Resolve, Blender, Maxon Cinema 4D, Maxon ZBrush และ Shapr3D ต่างก็จะใช้ประโยชน์จากระบบสัมผัสบน MacBook Pro เครื่องใหม่ได้เช่นกัน

Dynamic Island ซึ่งเป็นพื้นที่แสดงข้อมูลรอบกล้องหน้าที่เปิดตัวครั้งแรกบน iPhone ได้ถูกนำมาสู่ Mac เป็นครั้งแรก ช่วยให้ผู้ใช้รับสายโทรศัพท์ ควบคุมเสียงเพลง และดูข้อมูลอัปเดตจากกิจกรรมสด (Live Activities) ได้อย่างรวดเร็วด้วยการชำเลืองดูเพียงครั้งเดียว ไม่ว่าจะรับคำขอ AirDrop หรือหยุดเพลงชั่วคราว ก็ทำได้ด้วยการแตะนิ้วเพียงครั้งเดียว

ในด้านดีไซน์ MacBook Pro รุ่น 14 นิ้วเบาลง 0.23 กก. เหลือเพียง 1.38 กก. ขณะที่รุ่น 16 นิ้วหนักเพียง 1.82 กก. เบากว่าเดิม 0.32 กก. ทั้งสองรุ่นมีตัวเครื่องบางลงด้วยโครงสร้างชั้นจอ OLED ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม โดยรุ่น 16 นิ้วบางลงเกือบหนึ่งมิลลิเมตร และรุ่น 14 นิ้วบางลงครึ่งมิลลิเมตร ขอบจอที่บางลงยังทำให้จอภาพขยายขนาดขึ้น โดยรุ่น 16 นิ้วขยายเป็น 16.3 นิ้ว และรุ่น 14 นิ้วขยายเป็น 14.2 นิ้ว พร้อมสถาปัตยกรรมระบายความร้อนที่ออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ชิป M5 Pro และ M5 Max คงประสิทธิภาพต่อเนื่องได้แม้ในดีไซน์ที่เบากว่า

ในด้านประสิทธิภาพ ชิป M5 Pro ถูกออกแบบสำหรับนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร นักพัฒนาซอฟต์แวร์ และครีเอเตอร์ที่ต้องรับมือกับงานหนัก ไม่ว่าจะเป็นการคอมไพล์โค้ด การรันงาน AI การจัดลำดับ DNA หรือการตัดต่อวิดีโอ 8K ProRes หลายสตรีมพร้อมกัน ขณะที่ชิป M5 Max ถูกสร้างมาสำหรับศิลปิน VFX (Visual Effects หรือเอฟเฟกต์ภาพ) 3D นักพัฒนา AI และนักประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์ที่ต้องการพลังสูงสุด รวมถึงสามารถรัน LLM (Large Language Model หรือโมเดลภาษาขนาดใหญ่) ที่มีพารามิเตอร์หลายแสนล้านตัวบนอุปกรณ์ได้โดยไม่ต้องพึ่งอินเทอร์เน็ต ทั้งสองชิปยังมาพร้อม GPU ที่ได้รับการปรับปรุงด้วยแชเดอร์คอร์ใหม่และเอนจิ้นเรย์เทรซิง (Ray Tracing) รุ่นที่สาม ที่ให้แสงเงาสมจริงดั่งภาพถ่ายและเรนเดอร์เร็วขึ้นสำหรับงานสร้างโมเดล 3D รวมถึง Dynamic Caching ที่ปรับใช้หน่วยความจำบนชิปได้อย่างเหมาะสมเพื่อเพิ่มการใช้งาน GPU อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมากในแอปอย่าง Blender, Unreal Engine และเกม AAA มาพร้อมหน่วยความจำรวมสูงสุด 128GB และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลสูงสุด 16TB

ระบบเสียงลำโพง 6 ตัวของ MacBook Pro รุ่นใหม่ก็ได้รับการอัปเกรดครั้งใหญ่ ด้วยวูฟเฟอร์ดีไซน์ใหม่ที่ให้เสียงเบสลึกขึ้น 50 เปอร์เซ็นต์ และทวีตเตอร์ใหม่ที่กำหนดทิศทางการกระจายเสียงเพื่อความชัดเจนที่โดดเด่น รองรับระบบเสียงเชิงมิติ Dolby Atmos สำหรับประสบการณ์ฟังเพลงและชมภาพยนตร์ที่สมจริง พร้อมไมโครโฟนคุณภาพระดับสตูดิโอสำหรับการโทรและบันทึกเสียง และเป็นครั้งแรกที่มีการปรับแต่งเสียงเฉพาะสำหรับการใช้งานขณะปิดฝาเครื่อง ทำให้ได้คุณภาพเสียงระดับพรีเมียมแม้เชื่อมต่อกับจอภาพภายนอก

สำหรับมืออาชีพในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และการออกแบบ Apple Pro Display Calibrator ช่วยให้สอบเทียบจอภาพให้ตรงตามค่าเป้าหมายที่กำหนดได้ พร้อมโหมดอ้างอิงตามมาตรฐานอุตสาหกรรมสำหรับภาพยนตร์ การถ่ายภาพ และงานพิมพ์ MacBook Pro ยังรองรับ genlock ซึ่งช่วยซิงค์อัตรารีเฟรชของจอภาพให้ตรงกับจังหวะการบันทึกภาพของกล้อง ลดปัญหาภาพซ้อน ภาพฉีกขาด และความผิดปกติขณะถ่ายทำ เป็นประโยชน์สำหรับงานผลิตแบบเสมือนจริงและงานในกองถ่าย และด้วยฟังก์ชันการจับคู่สีของ Apple ปี 2026 จอภาพ PROLED XDR ยังมอบประสบการณ์ด้านภาพที่สอดคล้องกันเมื่อจับคู่กับ iPhone 18 Pro หรือ Studio Display XDR

ในด้านการเชื่อมต่อ MacBook Pro รุ่นใหม่มาพร้อมพอร์ต Thunderbolt 5 สามพอร์ต (มาตรฐานถ่ายโอนข้อมูลความเร็วสูงรุ่นล่าสุด) HDMI ช่องใส่การ์ด SDXC MagSafe และช่องเสียบหูฟัง รองรับจอภาพภายนอกได้สูงสุดสามจอสำหรับชิป M5 Pro และสี่จอสำหรับชิป M5 Max รองรับ Wi-Fi 7 และ Bluetooth 6 สำหรับการเชื่อมต่อไร้สายความเร็วสูง ชาร์จได้สูงสุด 50 เปอร์เซ็นต์ในเพียง 30 นาที อายุแบตเตอรี่สูงสุด 24 ชั่วโมง และกล้อง Center Stage ความละเอียด 12MP ที่ติดตามผู้ใช้โดยอัตโนมัติระหว่างสนทนาผ่านวิดีโอ

MacBook Pro รุ่นใหม่ขับเคลื่อนด้วย macOS 27 ที่มาพร้อมการปรับปรุงมากมาย ทั้งระบบค้นหาที่สร้างใหม่ทั้งหมดขับเคลื่อน Spotlight รูปภาพ และเมล การถ่ายโอนไฟล์ผ่าน AirDrop ที่เร็วขึ้น และส่วนติดต่อผู้ใช้สไตล์ Liquid Glass ที่อ่านง่ายขึ้น พร้อมแถบเครื่องมือที่เป็นรูปแบบเดียวกัน แถบด้านข้างเต็มความกว้าง และไอคอนแอปที่มีรายละเอียดมากขึ้น ทำให้ผู้ใช้ปรับแต่งรูปลักษณ์ได้ตรงใจยิ่งขึ้น

Johny Srouji ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายฮาร์ดแวร์ของ Apple กล่าวถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ว่า PROLED XDR คือจอภาพแล็ปท็อปที่ดีที่สุดในโลก โดยผสานเทคโนโลยี OLED สองชั้นที่ล้ำสมัยเข้ากับอัลกอริทึมขั้นสูงในเอนจิ้นการแสดงผล เพื่อมอบความเที่ยงตรงของภาพที่มืออาชีพใฝ่ฝันมาโดยตลอด พร้อมชี้ว่า MacBook Pro เครื่องใหม่คือผลลัพธ์ของการผสานรวมอย่างลึกซึ้งระหว่าง Apple silicon ฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ที่ไม่มีผลิตภัณฑ์ใดเหมือนอย่างแน่นอน

ในด้านสิ่งแวดล้อม MacBook Pro รุ่นใหม่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลโดยรวม 55 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงอะลูมิเนียมรีไซเคิล 100 เปอร์เซ็นต์ในตัวเครื่อง โคบอลต์รีไซเคิล 100 เปอร์เซ็นต์ในแบตเตอรี่ และแทนทาลัมรีไซเคิล 100 เปอร์เซ็นต์ในตัวเก็บประจุบางส่วนเป็นครั้งแรกของ Apple พร้อมผลิตโดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 45 เปอร์เซ็นต์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมาย Apple ที่มุ่งบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ตลอดห่วงโซ่ธุรกิจภายในปี 2030

MacBook Pro รุ่น 14 นิ้วพร้อมจอ PROLED XDR ที่ใช้ชิป M5 Pro ราคาเริ่มต้นที่ 104,900 บาท (ราคาการศึกษา 98,900 บาท) ส่วนรุ่น 16 นิ้วเริ่มต้นที่ 124,900 บาท (ราคาการศึกษา 117,900 บาท) สำหรับรุ่นที่ใช้ชิป M5 Max รุ่น 14 นิ้วเริ่มที่ 161,900 บาท (ราคาการศึกษา 150,600 บาท) และรุ่น 16 นิ้วเริ่มที่ 174,900 บาท (ราคาการศึกษา 164,300 บาท) สามารถสั่งซื้อได้ที่ apple.com/th/store และแอป Apple Store โดยมีแผนวางจำหน่ายในประเทศไทยเร็วๆ นี้

SHARE
คนเล่าเรื่องไอที ที่เชื่อว่าการได้เดินทางและการพบปะพูดคุยกับผู้คนในสายงานต่าง ที่ไม่คุ้นเคยคือกำไรชีวิต...หลงไหลในการเดินทางเป็นชีวิตจิตใจ ตื่นเต้นทุกครั้งเมื่อได้เจอเจ้าหน้าที่ ตม.
RELATED POSTS
ลือการส่งมอบ “iPhone 14” อาจล่าช้าเนื่องจากความตึงเครียดระหว่างจีน-ไต้หวัน
จีนสั่งบล็อกเว็บไซต์ “Wikipedia” ทุกภาษา
“Xiaomi 13T Series” มือถือกล้องเทพจาก Leica เปิดตัวอย่างเป็นทางการทั่วโลกแล้ววันนี้

Leave Your Reply

*