
Nothing Thailand เตรียมส่ง CMF by Nothing ไลน์อัปหูฟังซีรีส์ล่าสุด 3 รุ่นพร้อมกัน เข้าสู่ตลาดไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 กันยายน 2569 ตอบโจทย์ทั้งดีไซน์และนวัตกรรมสุดล้ำ
Nothing Thailand เตรียมสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการเสียง พร้อมส่งไลน์อัปหูฟังซีรีส์ล่าสุดจากแบรนด์ CMF by Nothing เข้าสู่ตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 กันยายน 2569 นี้ ตอบโจทย์ทั้งด้านงานดีไซน์ นวัตกรรมสุดล้ำ และความคุ้มค่าที่เป็นเอกลักษณ์
การเปิดตัวในครั้งนี้มาพร้อม 3 รุ่นไฮไลท์ที่พร้อมเจาะกลุ่มผู้ใช้งานทุกสไตล์อย่างลงตัว
เริ่มต้นด้วย CMF Clip Pro หูฟังนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่มาในสไตล์ Open-ear แบบหนีบหู (Ear Clip — รูปแบบหูฟังที่ยึดติดกับใบหู แทนการสอดเข้าช่องหู) ชูจุดเด่นด้านความเบาสบายเพียง 6.5 กรัมต่อข้าง และระบายอากาศได้อย่างยอดเยี่ยม ตัวหูฟังขับเคลื่อนด้วย 10.8mm Dynamic Driver พร้อมเทคโนโลยี Ultra Bass Technology ยกระดับความสะดวกสบายด้วย Smart Dial บนตัวเคสสำหรับควบคุมการทำงาน พร้อมไมโครโฟน 4 ตัว ที่ทำงานร่วมกับ VPU ในระบบตัดเสียงรบกวนสนทนา รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth 5.4, โค้ดเดก Hi-Res อย่าง LDAC (รูปแบบการส่งสัญญาณเสียงคุณภาพสูงสำหรับ Bluetooth), การเชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน, มาตรฐานกันฝุ่นกันน้ำ IP54 และเพลิดเพลินกับเสียงเพลงได้ยาวนานสูงสุดถึง 32.5 ชั่วโมงเมื่อใช้งานร่วมกับเคสชาร์จ

ตามมาด้วย CMF Buds Neo หูฟังไร้สายที่โดดเด่นด้วยภาษาการออกแบบสี่เหลี่ยมเรขาคณิตแบบ Dual-Tone (ดีไซน์สองโทนสีในชิ้นเดียวกัน) อันเป็นเอกลักษณ์ ภายในติดตั้ง Dynamic Driver ขนาด 12.4 มม. เคลือบ Titanium มอบย่านเสียงเบสที่แน่นสะใจและทรงพลัง เสริมความครบครันด้วยระบบตัดเสียงรบกวน Adaptive ANC ที่ปรับการตัดเสียงอัตโนมัติได้สูงสุด 35 dB พร้อมไมโครโฟน HD 4 ตัว เทคโนโลยี Clear Voice และมิติเสียงจำลอง Static Spatial Audio ทั้งยังล้ำสมัยด้วยการรองรับ Bluetooth 6.0, มาตรฐานกันฝุ่นกันน้ำ IP54 และแบตเตอรี่ที่สตรีมฟังเพลงได้ยาวนานสะใจรวมสูงสุดถึง 52 ชั่วโมง (เมื่อปิด ANC)

ปิดท้ายด้วย CMF Buds Pro 2 หูฟังไร้สายระดับเรือธงที่กลับมาสร้างความตื่นเต้นอีกครั้ง ในสีใหม่ล่าสุด ที่ยังคงดีไซน์อันโดดเด่นและกะทัดรัด อัดแน่นด้วยพลังเสียงระดับพรีเมียมจากระบบ Dual Drivers (11mm Bass Driver + 6mm Micro-Planar Tweeter) ที่ได้รับการปรับแต่งโดย Dirac Opteo (เทคโนโลยีปรับแต่งเสียงระดับมืออาชีพ) จัดเต็มระบบตัดเสียงรบกวน Smart Hybrid ANC สูงสุดถึง 50 dB และไมโครโฟน HD รวม 6 ตัว โดยมีไฮไลท์เด็ดอยู่ที่ตัวเคสชาร์จ ซึ่งมาพร้อม Smart Dial สำหรับหมุนและกดเพื่อปรับระดับเสียง ควบคุมเพลง หรือเปิด-ปิดระบบ ANC ได้ทันทีจากตัวเคส ทั้งยังรองรับการฟังเพลงคุณภาพสูง LDAC (Hi-Res Audio Wireless), กันน้ำกันฝุ่น IP55 และฟังได้ยาวนานรวมสูงสุด 43 ชั่วโมง พร้อมระบบชาร์จไวเพียง 10 นาทีก็สามารถใช้งานต่อได้นานถึง 7 ชั่วโมง

เตรียมพบกับรายละเอียดข้อมูลสินค้า ราคา และช่องทางการจำหน่ายอย่างเป็นทางการพร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ 29 กันยายน 2569 นี้