
ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังพลิกโฉมทุกอุตสาหกรรม ครีเอเตอร์ 5 คนจากเอเชียกลับมองว่า AI ไม่ใช่ภัยคุกคาม หากแต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาไปได้ไกลกว่าเดิม

Marisa Chentakul นักเทคโนโลยีเชิงสร้างสรรค์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ชาวไทยที่เคยฝันอยากเป็นนักออกแบบแฟชั่น แต่อาการบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังทำให้เส้นทางนั้นต้องหยุดชะงัก เธอไม่ยอมแพ้ แต่เลือกที่จะปรับตัวด้วยการนำทักษะด้านดีไซน์มาผสานกับ AI ซอฟต์แวร์ และการเล่าเรื่อง จนเกิดเป็นกระบวนการทำงานที่เรียกว่า Vibe Coding (การเขียนโค้ดโดยใช้ AI เป็นผู้ช่วย ผ่านการสื่อสารด้วยภาษาธรรมชาติ) ที่นำด้วยงานดีไซน์เป็นหลัก ผลงานของเธอถูกเผยแพร่บนโซเชียลมีเดียผ่านบัญชี @meshtimes บน TikTok และ YouTube ควบคู่กับการใช้ Claude และ Procreate โดย Marisa มองว่าคำถามของครีเอเตอร์ยุคนี้ไม่ใช่ “ฉันจะสร้างสิ่งนี้ได้อย่างไร” อีกต่อไป แต่เป็น “ทำไมฉันถึงควรสร้างสิ่งนี้” และ “สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างไร” ซึ่งเป็นคำถามที่ลึกกว่าและมีคุณค่ากว่าเดิมมาก

ฝั่งอินโดนีเซีย Eka Gustiwana โปรดิวเซอร์และนวัตกรด้านดนตรีดิจิทัล คือหนึ่งในนักดนตรีที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในประเทศ เส้นทางของเขาเริ่มจากการรับจ้างเล่นดนตรีในงานแต่งงานตั้งแต่ยังเด็ก เพื่อเก็บเงินซื้อคีย์บอร์ดตัวแรก ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นสมาชิกของวง Weird Genius ที่มีเพลงฮิต “Lathi” ซึ่งเป็นที่รู้จักในระดับภูมิภาค นอกจากนี้ เขายังก่อตั้งโปรเจ็กต์ Introvrt เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักร้องและนักแต่งเพลงที่ไม่ถนัดยืนอยู่หน้ากล้องได้มีเวทีแสดงออก โดยใช้ YouTube, Gemini, Claude และ Logic Pro เป็นเครื่องมือในการทำงาน Eka ฝากถึงครีเอเตอร์รุ่นใหม่ว่า คำสำคัญที่สุดในยุคนี้มีเพียงคำเดียวคือ “ปรับตัว”

หนึ่งในครีเอเตอร์ที่พิสูจน์ว่าไม่มีคำว่าสายเกินไป คือ Eddie Putera ศิลปินทัศนศิลป์ชาวมาเลเซียที่เริ่มทำโมเดลฉากจำลอง หรือ Diorama (งานศิลปะที่สร้างฉากจำลองสามมิติในขนาดย่อส่วน) เป็นงานอดิเรกในวัยเกษียณ ก่อนที่มันจะกลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้จริง โดยเริ่มจากการสร้างรถยนต์จำลองหนึ่งคัน จากนั้นก็ค่อยๆ ขยายออกมาเป็นหมู่บ้านทั้งหมู่บ้าน จนได้รับการว่าจ้างให้สร้างฉากจำลองสำหรับโฆษณาทางโทรทัศน์ ในวัย 58 ปี เขายังคงท้าทายตัวเองด้วยเทคนิคใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยใช้ Gemini, Final Cut Pro และ Logic Pro Eddie มองว่า “เมื่อคุณเริ่มเรียนรู้ นั่นก็ถือว่าคุณประสบความสำเร็จแล้ว”

จากเวียดนาม Trung Bảo ศิลปินสื่อผสมและนักเทคโนโลยีเชิงสร้างสรรค์ เริ่มต้นชีวิตในฐานะนักบีตบ็อกซ์ (Beatbox คือศิลปะการเลียนเสียงดนตรีด้วยปากและลำคอ) ที่พาชื่อประเทศไปสู่เวทีนานาชาติตั้งแต่อายุ 18 ปี ความหลงใหลในเสียงในฐานะ “สื่อกลาง” นำพาเขาไปสู่การร่วมสร้างสรรค์โปรเจ็กต์ Voice Gems ซึ่งได้จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ Victoria and Albert (V&A) ในลอนดอน และบนเวที World Economic Forum เขาทำงานผ่านแอปอย่าง Claude, Pinterest และ Are.na โดยมีปรัชญาการทำงานว่า การเป็นศิลปินข้ามสายแขนงคือการเปิดรับความหลากหลายในตัวเอง และไม่ยอมถูกจำกัดอยู่ในกรอบใดกรอบหนึ่ง

ปิดท้ายด้วย Jasmine Sokko โปรดิวเซอร์เพลงและนักเทคโนโลยีชาวสิงคโปร์ที่เรียนรู้ด้วยตัวเองและปล่อยเพลงแรก “1057” ขณะยังเป็นนักศึกษา ก่อนจะคว้ารางวัล Best Southeast Asian Act จากเวที MTV Europe Music Awards รวมถึงเปิดการแสดงให้กับ The Chainsmokers และ Coldplay และร่วมทัวร์คอนเสิร์ตกับ JJ Lin นอกจากทักษะด้านดนตรีแล้ว เธอยังใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติสร้างองค์ประกอบในชุดแสดงบนเวที และกำลังสำรวจการปรับแต่งเสียงดนตรีผ่านการเคลื่อนไหวร่างกาย (Motion-controlled music) โดยใช้ Nomad Sculpt, Claude และ Apple Music Jasmine ทิ้งท้ายได้อย่างทรงพลังว่า รสนิยมคือสิ่งที่เป็นมนุษย์ที่สุดที่เรามี และเทคโนโลยีไม่มีวันแทนที่ความอยากรู้อยากเห็น ประสบการณ์ชีวิต หรือความกล้าที่จะตัดสินใจเลือกในสิ่งที่แตกต่างได้