โอเค สารภาพกันตรงๆ เลยดีกว่า ใครเคยเดินเข้าร้านแล้วแอบจ้องหูฟังโซนี่แบบครอบหูอยู่นานๆ แล้วก็วางลง แล้วก็หยิบขึ้นมาอีก แล้วก็ถอนหายใจแล้วเดินออกมามือเปล่า ยกมือขึ้น! ใช่ไหมล่ะ เพราะหูฟังแบบ Over-Ear ระดับโซนี่นั้น มักมาพร้อมราคาที่ต้องใจแข็งพอสมควรถึงจะกดสั่งได้ แต่ข่าวดีมาแล้ว เพราะตอนนี้ Sony ได้ยินเสียงนั้นแล้วจริงๆ

Sony WH-CH730N คือคำตอบที่ Sony เตรียมไว้ให้ทุกคน มันคือหูฟังโซนี่แบบครอบหูตัวแรกที่ใครๆ ก็เป็นเจ้าของได้จริงๆ โดยไม่ต้องทุบกระปุก และในมุมมองของผม นี่ไม่ใช่แค่การทำหูฟัง “ราคาถูกลง” แต่คือการนำเทคโนโลยีเดียวกับที่ Sony ลงทุนมาหลายปีมาบรรจุในแพ็กเกจที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะใช้ฟังเพลงระหว่างเดินทาง ประชุมออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟน หรือใส่ตลอดวันทั้งเรียนทั้งทำงาน รุ่นนี้พร้อมเดินหน้าไปกับทุกโมเมนต์ของชีวิต


ยังไม่ทันกดเล่นเพลงก็ชอบเสียแล้ว ดีไซน์ 5 สีที่ Sony คัดมาเพื่อทุกคน
ก่อนจะไปถึงเรื่องสเปคและเทคโนโลยีอะไรต่างๆ ขอพูดเรื่องหน้าตาก่อนเลยนะ เพราะมันสำคัญมาก! ความประทับใจแรกของ WH-CH730N คือมันดูดีกว่าราคามากจริงๆ ดีไซน์ถ้วยหูทรงกลมโค้งมนดูสะอาดตาและทันสมัย ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็ยังคงความเป็น Sony ไว้ได้อย่างชัดเจน ตัวอักษร SONY บนสายรัดหัวนั้นตอกย้ำความเป็นแบรนด์ได้ดีโดยไม่ต้องตะโกน เรียบร้อยแต่มีสถานะ แบบที่เห็นแล้วรู้เลยว่าไม่ธรรมดา


เรื่องสีสันก็สนุกมากเลย เพราะ Sony จัดมาให้ถึง 5 สีเพื่อให้แมตช์กับตัวตนที่หลากหลายของผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็น Black สีดำเข้มที่ดูเท่ห์แบบคลาสสิกตลอดกาล, Navy Blue สีน้ำเงินเข้มที่ให้ฟีลล้ำมีบุคลิก, Beige/Champagne สีเบจอบอุ่นที่ดูพรีเมียมแบบไม่โอ้อวด, White สีขาวสะอาดที่สว่างและสดใส และ Pink สีชมพูอ่อนหวานน่ารักที่ใครเห็นก็ต้องหัวใจละลาย

ตัวที่ได้มาทดสอบครั้งนี้คือสี White และเท่าที่ลองมา บอกได้เลยว่าสีขาวนี้ดูดีในชีวิตจริงมากกว่าในภาพอย่างชัดเจน วางไว้บนโต๊ะก็ดูดี สวมออกไปข้างนอกก็โดดเด่นในแบบที่ไม่ต้องตะโกน

แถมยังเบาอย่างเหลือเชื่ออีกด้วย เพราะมันหนักแค่ 207 กรัมเท่านั้น! สำหรับหูฟังครอบหูพร้อมระบบตัดเสียงรบกวนเต็มรูปแบบนั้น ถือว่าเบาจนน่าตกใจมาก พับเก็บได้ พกใส่กระเป๋าได้ และใส่ตลอดวันโดยไม่ปวดคอ ไม่หนักหัว เรียกได้ว่าหยิบขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ลืมไปเลยว่ากำลังสวมหูฟังอยู่





เบาแค่ 207 กรัม แต่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีที่ทำให้ต้องหยุดฟัง
รู้แล้วว่าหน้าตาดี รู้แล้วว่าเบา ทีนี้มาถามคำถามที่สำคัญที่สุดกันดีกว่า แล้วเสียงมันดีแค่ไหน? คุ้มกับที่จ่ายไปไหม? คำตอบคือมันทำได้ดีกว่าที่คาดไว้มากพอสมควรเลย เริ่มจากฟีเจอร์ที่เป็นหัวใจของรุ่นนี้ก่อนเลย นั่นคือระบบตัดเสียงรบกวน


Sony ใช้ Dual Noise Sensor Technology ติดตั้งไมโครโฟนไว้ข้างละ 2 ตัว ทั้งด้านนอกและด้านในของถ้วยหูฟัง เพื่อตรวจจับและวิเคราะห์เสียงรบกวนรอบข้างได้อย่างแม่นยำก่อนจะตัดทิ้ง ผลคือเสียงเพลงที่ได้ยินนั้นสะอาด เต็มหู ไม่มีเสียงรบกวนแทรกซึมจนน่ารำคาญ และในมุมมองของผม ระดับการตัดเสียงที่ได้นั้นน่าพอใจมากสำหรับราคาในระดับนี้ ลองใส่ในที่พลุกพล่านแล้วรู้สึกได้เลยว่าโลกเงียบลงอย่างเห็นได้ชัด

แต่ที่ทำให้รุ่นนี้แตกต่างจริงๆ คือมันไม่ได้แค่ตัดเสียง มันยังฉลาดพอจะรู้ว่าตอนไหนควรตัดและตอนไหนควรเปิดรับเสียงด้วย ฟีเจอร์ Ambient Sound ปรับได้ละเอียดสูงสุดถึง 20 ระดับ ให้เราควบคุมได้ว่าจะรับเสียงแวดล้อมเข้ามาแค่ไหน แล้วยังมี Adaptive Sound Control ที่ฉลาดยิ่งกว่านั้น เพราะมันรับรู้พฤติกรรมและสถานที่ที่เราบันทึกไว้ แล้วสลับโหมดให้อัตโนมัติ เดินอยู่บนทางเท้าก็เปิด Ambient Sound ให้ พอขึ้นรถไฟฟ้าก็สั่ง Noise Cancelling ทันที ไม่ต้องง้อมือกดเลยสักครั้ง เท่าที่ลองมา ฟีเจอร์นี้ทำงานได้ดีจนรู้สึกว่าหูฟังรู้ใจเราจริงๆ

คุณภาพเสียงก็ไม่น้อยหน้ากัน เพราะ Sony ฝัง DSEE หรือ Digital Sound Enhancement Engine เอาไว้ด้วย ทำหน้าที่คืนรายละเอียดของเสียงย่านความถี่สูงที่หายไปจากการบีบอัดไฟล์เสียงให้กลับมาสมบูรณ์ยิ่งขึ้น พูดง่ายๆ คือทำให้เพลงที่สตรีมผ่านสมาร์ทโฟนฟังดูมีมิติและมีชีวิตชีวากว่าปกติชัดเจน


สำหรับคนที่อยากปรับแต่งเสียงให้ตรงรสนิยมตัวเอง รุ่นนี้มี EQ Custom ให้ปรับได้ถึง 10 Band ครอบคลุมทุกช่วงความถี่ตั้งแต่ 31Hz ไปจนถึง 16kHz พร้อมโหมด Gaming EQ สำหรับสายเกมอีกด้วย ทุกอย่างตั้งค่าผ่านแอป Sony Sound Connect บนสมาร์ทโฟนได้ทันที และถ้าอยากจมดิ่งกับเสียงเพลงแบบเต็มๆ 360 Reality Audio จะทำให้รู้สึกเหมือนนั่งอยู่กลางคอนเสิร์ตสดทุกครั้งที่ฟังเพลงที่รองรับ ลองแล้วต้องร้องว้าว!

ฟังดีแน่อยู่แล้ว แต่โทรชัดและแบตอึด 50 ชั่วโมงนั้นคือโบนัสที่เกินคาด
เอาล่ะ เสียงดีนี่โอเคแล้ว แต่ชีวิตจริงมันไม่ได้ฟังเพลงอย่างเดียวนะ มีโทรคุย มีประชุมออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟน มีวิดีโอคอลที่อีกฝ่ายต้องได้ยินเสียงเราให้ชัดด้วย Sony รู้ดีข้อนี้ เลยยัด Precise Voice Pickup Technology มาให้เลย โดยใช้ไมโครโฟนแบบ Beamforming นำไมโครโฟน 2 ตัวมาเรียงกันเพื่อโฟกัสจับเสียงพูดของเราได้อย่างแม่นยำ แม้จะอยู่ในคาเฟ่เสียงดังหรือที่สาธารณะก็ตาม เสียงที่ส่งออกไปก็ยังคมชัดสะอาด ยิ่งกว่านั้นยังมี AI คอยช่วยตัดเสียงรบกวนออกระหว่างโทรอีกชั้น อีกฝ่ายจะได้ยินเสียงเราชัดเจน ไม่มีอู้อี้ ไม่มีพร่า จบเลย

ทีนี้มาถึงฟีเจอร์ที่ผมกดไลก์ดังที่สุดในรุ่นนี้ แบตเตอรี่! 50 ชั่วโมงเมื่อเปิด Noise Cancelling และ 75 ชั่วโมงเมื่อปิด คิดเล่นๆ ก็คือถ้าฟังวันละ 8 ชั่วโมง แบตนี้อึดได้เกือบสองอาทิตย์โดยไม่ต้องชาร์จเลย! เทียบกับ WH-CH720N รุ่นก่อนที่ได้แค่ 35 ชั่วโมงตอน NC เปิด WH-CH730N ก็ดีกว่าถึง 15 ชั่วโมงเลย และถ้าวันไหนลืมชาร์จก็ไม่ต้องตกใจ เพราะ Quick Charge แค่ 3 นาทีก็ฟังต่อได้อีก 60 นาที หรือชาร์จ 10 นาทีก็ได้ไปอีก 4.5 ชั่วโมงสบายๆ ชาร์จแป๊บเดียวระหว่างอาบน้ำ ออกมาก็ฟังได้อีกครึ่งวัน

การเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนทำได้ลื่นไหลผ่านบลูทูธ และทุกการตั้งค่าไม่ว่าจะเป็นโหมดเสียง การปรับ EQ หรือการบันทึกสถานที่สำหรับ Adaptive Sound Control ทำได้ครบจบในแอป Sony Sound Connect บนสมาร์ทโฟนเพียงแอปเดียว ใช้งานง่ายจนในมุมมองของผม แทบไม่ต้องอ่านคู่มือเลยด้วยซ้ำ แค่เปิดแอปก็รู้เลยว่าต้องกดตรงไหน

คำถามที่ทุกคนรอถามมาตลอด ราคาเท่าไหร่และหาซื้อได้ที่ไหน
ฟีเจอร์ครบขนาดนี้แล้ว ราคาอยู่ที่เท่าไหร่? คำตอบคือ Sony WH-CH730N วางจำหน่ายในราคา 5,490 บาท คุณสามารถเป็นเจ้าของได้ที่ Sony Store และช่องทางจัดจำหน่ายสินค้า Sony Thailand ที่ได้รับการแต่งตั้งทั่วประเทศ และสำหรับใครที่ชอบช้อปผ่านสมาร์ทโฟน ก็สั่งซื้อได้สะดวกบน Sony Store Online และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำได้เลย ไม่ต้องออกจากบ้าน สามารถติดตามราคาล่าสุดและโปรโมชั่นพิเศษได้ที่ช่องทางอย่างเป็นทางการของ Sony Thailand ได้เลย

สรุปตรงๆ เลยก็คือ Sony WH-CH730N คือหูฟังที่เข้าใจคนใช้งานจริงๆ ไม่ใช่แค่ตัวเลขสเปคบนกระดาษ ทั้งระบบตัดเสียงรบกวนที่ฉลาดพอจะรู้ใจ คุณภาพเสียงที่ปรับแต่งได้ตามไลฟ์สไตล์ แบตเตอรีที่อึดจนไม่ต้องคิดมาก ดีไซน์ที่สวมแล้วดูดี และการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนที่ลื่นไหลไม่สะดุด ถ้าคุณกำลังมองหาหูฟังดีๆ ที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ชีวิตประจำวันจริงๆ รุ่นนี้ไม่น่าพลาด ตัดเสียงกวน เบาสบาย ฟังสนุกได้ทุกที่ Less Noise. More Comfort. Music Anywhere.